ร้องแค่ไหนถึงไม่ตาย

ขอตัดย่อบางส่วนของบทความ “ร้องแค่ไหนถึงไม่ตาย” ของ breastfeedingthai มาให้อ่านกันค่ะ เพื่อเป็นการช่วยเผยแพร่ความรู้ เรื่องการให้นมแม่

“ลูกคนต้องกินนมคน มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ” ดัง นั้นธรรมชาติก็ต้องสร้างให้แม่มีนมให้ลูกกิน โดยตั้งข้อสังเกตสนับสนุนความเชื่อนี้ไว้ด้วยว่า เห็นคนท้องใกล้คลอดทุกคน หน้าอกขยายใหญ่ขึ้นกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนหน้าอกเล็กหรือใหญ่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะธรรมชาติกำลังทำให้หน้าอกเพิ่มหน้าที่ในการผลิตน้ำนมแล้ว มันจะใหญ่ขึ้นเพื่ออะไร เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้ค่ะ พอเขาพูดก็เลยรู้สึกคล้อยตาม เพราะเชื่อว่าไม่มีคนใกล้คลอดคนไหนใส่เสื้อชั้นในไซส์เดิมกับตอนที่ก่อนตั้ง ครรภ์แน่ๆ  อย่างของตัวเองก็เหมือนกัน คือเป็นพวกไข่ดาวขนานแท้ คนที่รู้จักหลายๆ คน (แต่ไม่รู้ว่า Size doesn’t matter สำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่) ยังแซวว่าหน้าอกก็เล็ก ทำไมเลี้ยงนมแม่เป็นปีได้ไง ตอนใกล้คลอดตลอดจนช่วงที่ให้นมลูกนั้น ต้องใส่เสื้อในใหญ่กว่าเดิมสองไซส์ทีเดียว แต่พอหยุดให้นมแล้วก็กลับมาแฟบเหมือนเดิมค่ะ ประมาณว่าหมดหน้าที่แล้วก็หมดเรื่องหนักอกได้

ปัญหาที่ทำให้แม่ส่วนใหญ่รู้สึกว่าเรา “อาจจะ” โชคร้ายไม่มีนมให้ลูกเหมือนคนอื่นเขา น่าจะเป็นเพราะความ “ไม่รู้” ของตัวเอง บวกกับความ “ไม่รู้จริง” ของกลุ่มคนที่เรา “เชื่อ” ว่า เขารู้และเราก็กำลังฝากความหวังไว้กับพวกเขา กลุ่มคนเหล่านี้รวมถึง แพทย์ พยาบาล พ่อแม่ พี่น้องและเพื่อนๆ ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก (ด้วยนมขวด) มาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเราซึ่งเป็นมือใหม่ ไม่เคยมีลูกมาก่อน ได้รับคำแนะนำจากกลุ่มคนเหล่านี้ เราก็พร้อมที่จะเชื่อและทำตามได้ในทันที โดยไม่รู้ว่าคำแนะนำเหล่านั้นกำลังทำให้เรากำลัง”เพิ่ม” ปัญหากับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากกว่า “แก้” ปัญหา

วิธี ปฏิบัติของเราในช่วงสองสามวันแรกของการคลอดนั้น เรียกได้ว่าเป็นจุดวิกฤตของการจะเลี้ยงลูกด้วนนมแม่ได้อย่างง่ายดายหรือยาก ลำบากเลยทีเดียว เอาแค่ว่าสามวันแรกที่อยู่ในโรงพยาบาล ถ้าพยาบาลบอกว่า “คุณแม่เพิ่งจะคลอดมา พักฟื้นก่อนนะคะ ให้ลูกกินนมขวดไปก่อน รอให้นมแม่มาก่อน กลับบ้านแล้วค่อยให้ลูกกินนมแม่ก็ได้ค่ะ” ฟังแล้วก็ “คล้ายๆ” จะเป็นคำแนะนำที่ดีใช่มั้ยคะ แค่สองสามวันเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการทำแบบนี้คืออะไรบ้าง

เมื่อ ทารกได้ดูดนมจากขวด ทารกจะเรียนรู้วิธีการดูดจากขวด ซึ่งแตกต่างจากการดูดนมแม่โดยสิ้นเชิง เมื่อเขาเรียนรู้แบบนั้นไปแล้ว การที่จะให้เปลี่ยนมาดูดนมแม่เมื่อเวลาผ่านไปสองสามวันนั้น เทียบได้กับเราถนัดมือขวาไปแล้ว จะให้มาฝึกใช้มือซ้ายเมื่อตอนโตนั่นล่ะค่ะ พอดูดนมแม่ไม่เป็น ก็จะดูดไม่ได้น้ำนม เมื่อไม่ได้น้ำนมก็จะไม่ได้รับการตอบสนอง แล้วก็จะต่อต้านด้วยการไม่ยอมดูด ร้องบ้านแตก ร้องหน้าดำหน้าแดง ร้องจนพ่อแม่ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ย่ายายทนไม่ได้

ธรรมชาติ ของร่างกายของแม่เองก็เช่นกัน เมื่อมีการคลอดลูกใหม่ๆ การที่ลูกดูดนมแม่นั้นจะเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า การคลอดครั้งนี้ลูกปลอดภัยดี เมื่อลูกดูดนม ก็จะเป็นการกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัว หน้าอกรู้ว่าต้องทำหน้าที่ผลิตน้ำนมต่อไป เป็นธรรมดาที่อะไรก็ตามที่ไม่เคยทำงานเลย เหมือนเครื่องยนต์ใหม่ที่ต้องมีการอุ่นเครื่อง หน้าอกเราก็จะผลิตน้ำนมได้น้อยนิดจิ๊ดเดียว เมื่อดูดต่อเนื่องไปเรื่องๆ ก็จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นในที่สุด

การที่เราเว้นวรรคไม่ให้ลูกดูดสองสามวันนั้น เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า หน้าที่ในการผลิตน้ำนมนั้นไม่มีความจำเป็นในการคลอดครั้งนี้ อย่าง เช่น การแท้งลูก คือธรรมชาติของร่างกายก็รออยู่ว่า คลอดปุ๊บ ต้องมีการดูดกระตุ้นในทันทีทันใด (ตามที่แนะนำกันว่า ภายในสามสิบนาทีแรกนั่นล่ะค่ะ)  เมื่อไม่มีการดูดเลยตั้งสองสามวัน ก็เหมือนเป็นการบอกว่า การคลอดครั้งนี้ล้มเหลว ทารกคงไม่ได้มีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีความต้องการน้ำนมนั่นเอง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ใช่

ไม่ใช่แค่ไม่ดูดเท่านั้น การดูดแบบไม่ถูกวิธีก็เปรียบเหมือนกับไม่ได้ดูดเช่นกัน วิธีปฏิบัติที่ “ดูเหมือน” จะช่วยเหลือและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของโรงพยาบาล ก็คือ นำลูกมาให้ดูดพอเป็นพิธี แล้วก็นำกลับไปให้นมขวดต่อ การทำเช่นนี้ก็ให้ผลไม่ต่างกับการไม่ได้ดูดเท่าไหร่นัก เพียงแต่เหมือนจะดูดีกว่านิดหน่อย ดังนั้นภาวะ “นมไม่มา” เสีย ที จึงเกิดขึ้นได้ง่ายดายมาก วิธีปฏิบัติเช่นนี้ เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นกับแม่ที่คลอดใหม่กว่า 90% ของโรงพยาบาลเอกชนทั่วๆ ไปแน่ๆ ผู้ที่รอดมาได้ ส่วนใหญ่จะต้องศึกษาหาข้อมูลมาเป็นอย่างดี รวมทั้งมีคนที่ “รู้จริง” คอยสนับสนุนและช่วยเหลือ

เห็น มั้ยคะว่า “นมไม่มา นมไม่มี นมไม่พอ” นี่มันเกิดขึ้นง่ายพอๆ กับเปิดกระป๋องนมชงเลย แค่สองสามวันแรกเท่านั้นเองสร้างความผิดพลาดกันได้มหันต์ทีเดียว เรื่องที่ได้รับฟังจนชินก็คือ ผ่านไปเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน แล้วนมก็ไม่เห็นมาเสียที กินแกงเลียงก็แล้ว กินน้ำวันละห้าลิตรก็แล้ว อะไรที่ว่าบำรุงน้ำนมก็สรรหามากินจนหมดแล้ว นมก็ยังไม่เห็นมา แบบนี้เรียกว่ารอความหวังไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สาเหตุและแก้ปัญหาให้ถูกต้อง นมแม่มีแต่จะแห้งลง แทนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างที่หวังไว้ ในทางกลับกัน คนที่กลับตัวได้ทัน และแก้ปัญหาได้ถูกทาง นมก็จะกลับเพิ่มขึ้นได้ในทีสุด

เรื่องการร้องไห้ของทารกนี้ อยากให้ลองกลับไปอ่านบทความเรื่อง “ทำไมทารกร้องไห้โยเย” กันดูค่ะ ยาวหน่อยแต่มีประโยชน์มากทีเดียว เมื่ออ่านแล้วก็จะรู้ว่า เราเข้าใจอะไรผิดๆ ไปมากเกี่ยวกับสาเหตุการร้องไห้ของทารก โดยเฉพาะทารกแรกคลอดนั้น เวลาที่เขาร้อง จริงๆ แล้วเราบอกได้หรือไม่ว่า เขาร้องเพราะอะไร

คน ที่พยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ให้ดูดนมขวด มักจะตัดสาเหตุอื่นทิ้งไปหมด แล้วก็เชื่อว่า คงเป็นเพราะแม่ไม่มีนม ลูกหิวมาก ก็เลยร้อง แต่คนที่เลี้ยงลูกด้วยนมขวด ลูกก็ยังร้องอยู่ นมก็ให้กินแล้ว ทำไมยังร้องอยู่ล่ะคะ ตกลงเค้าเป็นอะไรกันแน่

มัน เป็นเจตนาของธรรมชาติหรือเปล่า ที่ทำให้มนุษย์ไม่มีความทรงจำตั้งแต่แรกคลอด เลยไม่มีใครบอกได้ว่าตอนที่ออกมาเจอโลกภายนอกเป็นครั้งแรกนั้น ทารกแต่ละคนรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ลองจินตนาการว่าเราเป็นทารกที่เพิ่งคลอดออกมาจากท้องแม่ดู

ตอนอยู่ ในท้องแม่ เราอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กพอดีกับตัวเรา พอยื่นเท้า เหยียดมือได้นิดหน่อย ลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำคร่ำ อบอุ่นปลอดภัย อุณหภูมิพอเหมาะพอดี ไม่หนาว ไม่ร้อน หายใจและรับสารอาหารทางสายสะดือ มีเสียงหัวใจแม่เต้นเป็นจังหวะคอยกล่อมเราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ได้ยินเสียงอะไรข้างนอกแค่แว่วๆ บางทีอาจจะมีเสียงเพลงเสียงดนตรีเพราะๆ บ้างก็ได้ เราอยู่ในสภาพแวดล้อมแสนสบายนี้มาเก้าเดือนเต็ม

อยู่ ดีๆ ก็มีตัวอะไรไม่รู้มาดึงเราออกจากพื้นที่อันอบอุ่นแสนสบายนี้ ทำไมแสงข้างนอกนี้มันสว่างจ้าแสบตาขนาดนี้ หนาวด้วยนะเนี่ย เสียงอะไรก็ไม่รู้ดังจังเลย แล้วนี่เขาจะพาเราไปไหนกัน เรากลัวจะแย่อยู่แล้ว ใครก็ได้ช่วยที ช่วยพาเรากลับไปที่เดิมได้ไหม เสียงร้องไห้ของทารกอาจจะกำลังพยายามสื่อความรู้สึกให้เรารับทราบแบบนั้นก็ ได้

ถ้า เราพิจารณาดูให้ดี ก็จะรู้ว่าชีวิตในท้องแม่กับชีวิตที่ออกมาสู่โลกภายนอกของทารกนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกของทารกอาจจะคล้ายๆ กับตกจากสวรรค์แสนสบายลงมาสู่พื้นโลกที่แสนลำบากวุ่นวายก็เป็นได้ ทารกไม่เคยหายใจทางจมูกมาก่อน ไม่เคยกินอาหารทางปาก ไม่เคยย่อยอาหารด้วยกระเพาะตัวเอง ไม่เคยรู้ว่าพื้นที่ภายนอกมันช่างกว้างใหญ่ อ้างว้างเช่นนี้ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวก็ต้องถูกจับอาบน้ำ ใครๆ ก็มาจับตัว หอมแก้ม เขี่ยมือเขี่ยเท้า พูดอะไรก็ไม่รู้ มาดีหรือมาร้ายกันเนี่ย

เมื่อ สภาพแวดล้อมและการดำรงชีวิตของทารกต้องเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเรา เราจะต้องใช้เวลาแค่ไหนในการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ สองสามวันในโรงพยาบาล ทารกจะได้รับการดูแลจากพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ อาจจะกำลังจะเริ่มคุ้นเคย ต้องเปลี่ยนสถานที่กลับไปบ้านหลังใหม่อีกแล้ว เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะฉะนั้น วันแรกที่เราพาลูกกลับบ้าน แล้วเขาร้องไห้จนเรารู้สึกทนไม่ได้ขนาดนั้น น่าจะเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า เพราะเขาไม่มีวิธีสื่อสารอื่นเลย นอกจากการร้องไห้นั่นเอง

ทารก ที่ปรับตัวได้เร็วก็จะเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ทารกที่ปรับตัวได้ช้าก็จะถูกตัดสินว่าเป็นเด็กเลี้ยงยาก คำถามประเภทที่ว่าทำไมลูกกินนอนไม่เป็นเวลา ทำไมนอนแป๊บเดียว ทำไมดูดนมแล้วหลับ ทำไมแหวะนม ทำไมถ่ายบ่อย ทำไมไม่ถ่าย ทำไมร้องไห้ไม่หยุด ทำไมติดมือ ฯลฯ เหล่านี้คือกระบวนการในการปรับตัวของทารกแต่ละคนนั่นเอง ถ้าพ่อแม่ให้เวลาและพยายามเข้าใจเขา  ทิ้งความคาดหวังลงไปบ้าง พ่อแม่อาจจะรู้สึกทุกข์ทรมานน้อยลง

ตอนที่ได้อ่านบทความเรื่อง “ทำไมทารกร้องไห้โยเย” ใหม่ๆ ยังรู้สึกเสียดายว่า ถ้าเรารู้มาก่อน เราคงไม่รู้สึกแย่ขนาดนั้นในวันแรกที่กลับมาจากโรงพยาบาล เราคงจะรับมือกับการร้องไห้ของลูกได้ดีกว่าที่ผ่านมา

อยากให้ทุกคนที่ผ่านประสบการณ์นั้นมาเหมือนๆ กัน ลองมาคิดถึงลูกเราในวันนั้นกันดีกว่าว่าเขาร้องด้วยสาเหตุอะไรกันแน่

  • หิวจังเลย
  • กลัวจังเลย (นี่เราอยู่ที่ไหนกัน คนพวกนี้เป็นใคร เขากำลังทำอะไรกับเรา)
  • ปวดท้องมากเลย (เพราะนมผสมที่ย่อยยากยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ)
  • หายใจไม่ค่อยถนัด (ยังไม่ชินกับการหายใจทางจมูก)
  • คิดถึงบ้าน (สภาพแวดล้อมเดิมที่อยู่ในท้องแม่)
  • หนาวจังเลย (เปิดแอร์เย็นไปหรือเปล่า)
  • ร้อนจังเลย (ห่มผ้าให้ซะเต็มที่)
  • รำคาญ ตัวจังเลย (ทำไมต้องมีเสื้อผ้าห่อหุ้มตัวด้วย หัวก็ถูกปิด มือเท้าก็ถูกห่อ ผ้าอ้อมก็รัดตัว เมื่อก่อนไม่เห็นมีอะไรน่ารำคาญแบบนี้เลย)
  • ไม่ชอบเสียงแบบนี้เลย (เสียงทีวี เสียงรถวิ่ง เสียงก่อสร้าง ขุดถนน เสียงญาติพี่น้องคุยกันครึกครื้นตื่นเต้นกับหลานคนใหม่ฯลฯ)
  • ไม่ชอบให้อุ้มแบบนี้เลย ทำไมต้องเปลี่ยนให้คนโน้นคนนี้อุ้มด้วย
  • ไม่ชอบให้ใครมาจับแก้ม มาเขี่ยโน่นเขี่ยนี่
  • ฯลฯ

ตอบตัวเองได้มั้ยคะ ว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร

ก่อนจบ ขอกลับมาเรื่องร้องแค่ไหนที่ไม่ตายอีกนิดนึงค่ะ คนใกล้ตัวแถมให้ว่า คน ที่กำลังจะตายนั้น คือคนที่กำลังจะหมดพลังชีวิต ต้องหมดแรง ไม่มีแรงจะร้อง ถ้ายิ่งร้องยิ่งดัง นั่นก็แสดงว่ายังแข็งแรง ยังมีพลังชีวิตที่จะตะโกน ตะเบ็งเสียงร้อง ไม่ใช่สัญญานของอาการใกล้ตายแน่นอน เด็กส่วนใหญ่ จะร้องติดต่อกันจนหมดแรง หมดยก พักหน่อยนึง มีแรงใหม่แล้วร้องต่อ อาจจะสามสี่ยกกว่าจะเงียบยาว (แต่ไม่ตาย) ใช่มั้ยคะ  อีกตัวอย่างก็คือ เวลาที่มีอุบัติเหตุตึกถล่มหรืออะไร ส่วนใหญ่ที่จะรอดชีวิต คือเด็กทารกแทบทั้งนั้น บางครั้งตั้งสองสามวันกว่าจะขุดคุ้ยเจอ ผู้ใหญ่กลายเป็นศพไปแล้ว แต่ทารกก็รอดชีวิตมาได้ เป็นข่าวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ทีเดียว ทารกแข็งแรงและมีสัญชาตญาณที่จะเอาตัวรอดมากกว่าที่เราคิดหรือเปล่า

ที่ รำพันมายาวนี้ ไม่ได้กำลังจะบอกว่า ให้ปล่อยให้ลูกร้องไปเถอะ ไม่ตายหรอก ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ เมื่อเขาร้อง เราก็ต้องพยายามตอบสนอง พยายามหาวิธีแก้ไขไปตามสถานการณ์ที่จะเดาเอาว่าเพราะอะไร แค่ไม่อยากให้ทุกคนเชื่อว่าสาเหตุของการร้องนั้น เป็นเพราะแม่ไม่มีนมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง

Recent Entries

One Response to “ร้องแค่ไหนถึงไม่ตาย”

  1. khanom Says:

    แค่ไม่อยากให้ทุกคนเชื่อว่าสาเหตุของการร้องนั้น เป็นเพราะแม่ไม่มีนมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง —-ถูก อิอิ ตัวหนังสือเล็กมากมายคะ ปวดตามากเลยคะมามี้แจน

Leave a Reply