คนหัว Conservative อย่าอ่าน! (เตือนแล้วนะ)

ไม่รู้จะตั้งชื่อ Topic ว่าอะไรดี เพราะวันนี้อยากบ่นหลายเรื่อง

เอาเรื่องแรกก่อนละกัน เพราะตอนนี้ต้นหนาวใกล้จะ 6 เดือนเข้าไปทุกทีละ เรื่องหลักๆ ของเด็ก 6 เดือน ก้อคืออาหารเสริม เพราะเด็กควรจะเริ่มอาหารเสริมหลังจากครบ 6 เดือน อันนี้ไม่ได้นั่งเทียนมาเขียนมั่วซั่ว แต่เอาขี้ปาก WHO กับ Unicef มาพูด

พอจะเริ่มอาหารเสริมให้ลูก แม่เริ่มบ้าอีกแล้ว หาข้อมูลๆๆๆ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างซักเท่าไหร่ เพราะเด็กวัยนี้กำลังเล่นเลย ยอมนอนกลางวันง่ายๆ ซะทีไหนหล่ะ แต่ก้อยังแอบแว่บไปหาข้อมูลได้บ้างนิดๆหน่อยๆ

จากเดิมที่พอรู้อยู่แล้ว การเริ่มอาหารเสริมกับเด็กเล็ก ต้องเริ่มจากการให้เพิ่มไปทีละอย่าง และใช้เวลา 3-4 วัน ต่อการเพิ่มอาหาร 1 ชนิด เพื่อดูผลว่า ลูกเราแพ้อาหารชนิดใด และฃอบ ไม่ชอบอาหารชนิดใดบ้าง อาหารประเภท ถั่ว, ปลาทะเล, ไข่ขาว และอาหารที่เสี่ยงแพ้ควรเริ่มเมื่อลูกอายุ 1 ปี ขึั้นไป

คราวนี้จะหาเมนูเจาะจงลงไปเลยว่า อะไรที่ควรให้ก่อนหลัง อย่างไร ต่างกันอย่างไร จากตรงนี้มีคำถามในใจมากมาย ที่สามารถค้นหาคำตอบได้จากอินเตอร์เนท และในส่วนที่ไม่แน่ใจจะเก็บไปถามหมอให้ชัวร์ที่สุด

ถ้าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด คิดว่าหมอเด็กที่ลูกหาอยู่ เป็นมังสวิรัติ เพราะจากการที่ได้คุยด้วยตอนพาลูกไปหา เค้าแนะนำไปแนวทางนั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมากๆ เึคยคิดจะกินอยู่เหมือนกัน แต่เพราะตอนนั้นทำงานเลยทำไม่ได้ คงต้องเอาแนวทางนี้กลับมาคิดดูอีกครั้ง เลยทำการหาข้อมูลใหม่ทั้งหมด รวมทั้งการหาข้อมูลของการกินมังสวืรัตในเด็กด้วย ทำให้พบว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันมานั้นผิดแทบทั้งหมดเลย

สมัยเรานั้นถูกเน้นไปที่การกินเนื้อสัตว์และนมให้มากๆ เพื่อเป็นการบำรุงร่างกายและสมอง แต่จากการหาข้อมูลต่างๆ ทำให้พบว่า ไขมันในพืช มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง มากว่าไขมันในสัตว์ แถมการกินสัตว์เป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็ง, อัลไซเมอร์ และโรคต่างๆ เป็นข้อมูลที่มาจากการวิจัย มีการวิจัยอีกอย่างบ่งบอกว่าผู้ที่กินมังสิวิรัติเป็นประจำ มี IQ ดีกว่าคนปกติทั่วไปอย่าแปลกใจ อย่าเชื่อ แต่จงหาข้อมูล ก่อนจะเชื่อ

ยกตัวอย่าง การศึกษาที่ได้พิมพ์ในวารสารของสมาคมอาหารอเมริกันได้พบว่า ไอคิวโดยเฉลี่ยของเด็กอเมริกันเป็น 99 ไอคิวของเด็กที่เป็นมังสวิรัติเป็น 116.24!

จากการที่ตัวเองเคยงดกินสัตว์ใหญ่ เป็นเวลาปีกว่า ในสมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องมังสวิรัติแต่อย่างใด แต่ที่เลิกเพราะมีเพื่อนส่งภาพการฆ่าหมูมาให้ดูทางอีเมล์ ทำให้ตัดสินใจตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าจะเลิกกินสัตว์ใหญ่ทุกประเภท พอทำได้รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น (ขนาดไม่ได้งดเนื้อสัตว์ทั้งหมด) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนเคยแนะนำให้เพื่อนเลิกเหมือนกัน แต่ไม่มีใครทำเลย คงคิดว่าเราบ้า 55
มาถึงลูกบ้าง แอบคิดเหมือนกันว่าอยากให้ลูกกินมังสวิรัติ ตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะหากได้กินเนื้อสัตว์ไปแล้วจะให้มาเลิกคงจะยากมากๆแต่สิ่งที่ยากกว่าคือ ถ้าให้ลูกกินมังสวิรัติตั้งแต่ตอนนี้ จะมีคำถามให้ปวดหัวมากมาย ว่าทำไมไม่ให้ลูกกินเนื้อสัตว์,นมวัว ฯลฯ คงมีคนหวังดี แต่ขาดความรู้มากมาย โยนคำถามมาให้ปวดหัว คิดมาก จนนอนไม่หลับแน่นอน

เอาเป็นว่าแนวคิดตอนนี้คือ จะพยายามไม่ให้ลูกบริโภคสัตว์ใหญ่ เน้นการบริโภคผัก, ผลไม้, Nuts, Beans, Seeds และอาหารจำพวกปลา

เรื่องต่อมา ถ้าจะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง คงต้องโดนด่าแน่ๆ เรื่องที่ว่านี้ก้อคือ เรื่องการทำ Home School

เคยอ่านเจอเรื่อง Home School มานานพอสมควรแล้ว ตอนนั้นคิดว่าเป็นแนวความคิดนึงที่ดีมากๆ แต่ก้อยังไม่มีข้อมูลอีกนั่นแหละ ว่าทำยังงัยบ้าง รายละเอียดปลีกย่อยเป็นยังงัย ซึ่่งถ้าจะทำจริงๆ คงต้องหาข้อมูลกันเป็นเรื่องเป็นราวมากเลยทีเดียว เพราะมันเป็นการเริ่มต้นชิวิตของลูกในอีกรูปแบบนึงเลย

ตอนนี้มีหลายครอบครัวทำแบบนี้เพิ่มมากขึ้นแล้ว จากที่เป็นแค่แนวความคิดเฉยๆ และเป็นแนวใหม่ของคนกลุ่มน้อยมากๆ ทำให้ไม่ค่อยมีข้อมูลแพร่หลายซักเท่าไหร่ แทบจะไม่เคยเห้นข้อมูลการทำ Home School ที่ไหนเลย นอกจากในอินเตอร์เนท

คิดว่าคงมีหลายคนคิดจะทำ แต่่ต้องล้มเลิกไปในที่สุด เพราะมีเสียงคัดค้านเรื่องการเข้าสังคม ทั้งที่ยังไม่มีบทวิจัยชิ้นไหนบอกว่า เด็กในแนวทาง Home School เข้าสังคมไม่เป็น แต่นั่นแหละ เสียงคัดค้านเหล่านี้มักมาจากคนที่ไม่เคยรู้จัก Home School หรือไม่เข้าใจแนวทางว่าทำไมถึงเกิดแนวคิด Home School ขึ้นมา

มันต้องมีอะไรดีแน่ๆ ไม่งั้นแม่ๆ จะยอมสละเวลาขนาดนี้เพื่อลูกเลยหรอ?

การเลี้ยงลูกด้วยตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องง่าย การทำ Home School นั่นยิ่งยากกว่า เพราะต้องแน่วแน่พอสมควร แถมเวลาส่วนตัวที่ไม่เคยจะมี ต่อไปนี้จะไม่ได้สัมผัสมันอีกเลย

เรื่องสำคัญที่จะมีคนแย้งแทบจะเรียกได้เป็นเอกฉันท์คือ “แล้วลูกไม่ต้องมีสังคมหรือยังไง” “เด็กมันต้องมีสังคม ต้องมีเพื่อนเล่น” “สิ่งสำคัญคือ EQ และ MQ ด้วยไม่ใช่ IQ อย่างเดียว” “คนเรามันต้องมีสังคมไว้พึ่งพาอาศัยกัน” ทุกวลีที่กล่าวมาล้วนไปในทางเดียวกันที่คนส่วนใหญพอจะนึกออกก็ไม่พ้นเรื่องพวกนี้ คือ “คนเรามันต้องมีสังคม”

พอดีว่ามีคนจุดประกายกันใน “ไม่จำเป็นต้องไปมหาวิทยาลัยอีกแล้วเพราะมันล้าหลัง” ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่

ลองคลิกที่ลิงค์ เพื่อไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมดู ก่อนจะด่ากัน

ในความคิดส่วนตัว อยากทำมาก แต่คงเหนื่อยพอดู ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะต้องหาข้อมูลให้มากที่สุด วางระบบที่จะสอน ต้องคิดให้ดีว่าทำแล้ว ลูกไม่สูญเสียอะไร ต้องมีแต่ข้อดี ถ้ามีข้อเสียจะปิดจุดนั้นยังงัย ที่เหนื่อยสุด คงเป็นการตอบคำถามซ้ำๆซากๆ น่ารำคาญใจ เอาไว้มีข้อมูลมากกว่านี้จะเขียนเป็นเรื่องเป็นราวให้ได้อ่านกันเลยทีเดียว

เรื่องเืกือบสุดท้าย เรื่องการสร้างเด็ก 2 ภาษา

เด็ก 2 ภาษา พ่อแม่สร้างได้

อันนี้คงไม่โดนด่าเท่าไหร่ เพราะไม่ได้มีแนวคิดสุดโต่ง แต่เป็นแนวคิดที่เวิร์คมากเลยทีเดียว แต่จะทำเองคนเดียวไม่ได้ เพราะจะทำแบบ One parent one Language ต้องให้พ่อเค้าเป็นคนซัดภาษาต่างด้าว

จริงๆ อยากจะให้มากกว่า 2 ภาษา อย่างในหนังสือว่านั่นแหละ เค้าเห็นความสำคัญของภาษาที่สามเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งน่าสนใจอยู่เหมือนกัน นอกจากจีนกลางแล้ว มีอีกหลายภาษาที่น่าเรียนรู้ แต่แม่ไม่ได้เป็นนักภาษาศาสตร์ คงต้องหาเวลาให้ตัวเองมากกว่านี้ เพราะปกติเลี้ยงลูกก้อแทบไม่ได้กินได้นอนแล้ว

ภาษาที่อยากให้ลูกเรียนถัดมาก คือภาษาเยอรมัน แต่ในอนาคตมันคงไม่ได้บูม หรือสำคัญอะไรมาก แต่เอาจากที่ตัวเองเคยอยากไปเรียนต่อเยอรมัน อุตส่าห์ลงทุนไปเรียนภาษาเยอรมัน เพราะเห็นความสำคัญของการหาความรู้รออยู่ที่นู่น วิชาการที่นั่นไม่ด้อยเลย ถ้าสามารถอ่านตำราภาษาเยอรมันได้ รับรองว่าได้รู้อะไรดีๆ อีกมากมาย
เรื่องสุดท้ายแล้วจริงๆ คิดว่าจะสอน Baby Sign ควบคู่ไปกับการพัฒนาภาษา และด้านอื่นๆ ของลูก

baby sign

เพราะการเลี้ยงลูก สิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึง คือการสื่อสาร หากสามารถเข้าใจความต้องการของลูกได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีมีคนแย้งเหมือนกันว่า… หากเราเข้าใจลูกไปซะทุกอย่างจะทำให้ลูกพูดช้า อันนี้ต้องลองไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน “Baby sign รู้ทุกความต้องการ แม้ลูกยังพูดไม่ได้”

เรื่องนี้เค้าบอกมาว่า มันเป็นการช่วยให้ลูกสื่อสารด้วยคำพูดได้เร็วขึ้นมากกว่า ซึ่งมันจะเป็นยังงัยนั้น อ่านอย่าเพิ่งเชื่อ หาข้อมูลก่อน

อ่อ…เค้าบอกสอนได้ตั้งแต่ยังไม่ขวบเลยทีเดียว ตอนนี้แม่ก้อเริ่มไปบ้างแล้ว ลูกยังทำไม่ได้หรอก เพราะยังควบคุมกล้ามเนื้อได้ไม่ดี แต่ทำไปก่อน ให้ชินกับท่าทางที่แม่ทำ เค้าจะเข้าใจไปเรื่อย ๆส่วนจะตอบสนองกลับมาเมื่อไหร่ เป็นเรื่องของเวลา

ส่วนเรื่องว่า… ผลมันจะเป็นยังงัย คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมกับสอนลูกไปด้วย คืบหน้ายังงัยจะมารายงานอีกที

Recent Entries

13 Responses to “คนหัว Conservative อย่าอ่าน! (เตือนแล้วนะ)”

  1. mayzdream Says:

    อ่านแล้วอยากลองมั่งว่ะ เหมือนกะลังเริ่มโปรเจคทดลองใหม่ไรซักอย่างนึง
    แต่ไม่มีหนูให้ทดลอง โฮะๆๆ
    ก็บอกแล้วให้ผลิตเพิ่ม ให้ชั้นเอามา่เล่นซักคน
    เผื่อจะช่วยแชร์ไอเดียโปรเจคใหม่นี้ได้ 555

    เรื่องโฮมสคูล น่าสนใจว่ะแก รู้สึกว่าน้องคนดี ลูกสาวของแวร์โซว จะเลี้ยงแบบโฮมสคูลนะ
    แต่เด็กก็ไม่มีปัญหาเรื่องสังคมแต่อย่างใด แถมยังดูเป็นเด็กฉลาด เข้ากับคนง่ายอีกตะหาก
    เผื่อช่วยไรแกได้

  2. khanom Says:

    ใจก็อยากเลี้ยงลูก2ภาษานะ แต่ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากภาษาอังกฤษของอิพ่ออิแม่ไม่กระดิกเลย คงต้องเลี้ยงแบบไทยปนลาวนี่ท่าจะง่ายสุด 555+

    ส่วนเรื่องBaby Sign เคยสนใจเหมือนกัน แต่ว่าอิแม่ไม่ไฟท์ – -*

    ปล.ทางสายกลางดีที่สุดนะคะมามี้แจน เราไม่เครียด ลูกก็ไม่เครียด สบายๆ ง่ายๆ สบายใจทุกฝ่าย

    กรณีน้องจ๋า จะเล่าให้ฟังคร่าวๆนะคะ น้องจ๋าถูกเลี้ยงมาแบบไม่ค่อยได้เจอใคร วันๆอิแม่ก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยได้พาไปเจอผู้คนสักเท่าไหร่ แต่ก็พาไปเดินเล่นบ้าง พาเดินทักทายคนอื่นบ้าง แต่ไม่เคยพาไปนั่งคุยกับเด็กวัยเดียวกัน หรือต่างวัย ช่วงขวบปีแรก น้องจ๋าก็เป็นเด็กที่มนุษยสัมพันธ์ค่อยข้างดี ใครชวนไปไหนก็ไปหมด – -*(อิแม่เริ่มหนักใจ) ครั้งนึงเคยพาไปเยี่ยมตา แล้วตรงข้ามบ้านคุณตามีคุณยายมาเล่นกับน้องจ๋า น้องจ๋าเดินไปกับเขาถึงในบ้านเลย ชอบเล่นชอบหยอกคนอื่น ดูแล้วไม่น่ามีปัญหา

    พอเริ่มย่าง2ขวบจนปัจจุบัน เริ่มมีพัฒนาที่เปี๊ยนไป๋ น้องจ๋ากลับกลายเป็นคนไม่เอาใครเลย ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่คุยกับคนอื่น ไม่ทักทาย ใครคุยด็ก็ร้อง ….. กลายเป็นแม่เนื้อทอง ไม่พูดกับใครกลัวดอกพิกุลร่วง – -*

    ที่เล่าให้ฟังเพื่อจะบอกมามี้ว่า เด็กต้องการสังคม เขาต้องได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนในสังคม แต่ช้าก่อน อย่าคิดว่าแม่จ๋าจะบอกว่าการทำHome School ไม่ดี แต่ว่า เราเลี้ยงลูกเองลำพังเรา(ครอบครัวเดี่ยว)ไม่รู้หรอกว่าเราพลาดอะไรไป เพราะคนที่บอกเราได้คือพฤติกรรมของลูกเรา การได้รับคำเตือนจากคนรอบข้างเราเอาเก็บมาคิดวิเคราะห์บ้างก็ดี

    ถ้าทำHome School เราต้องหาเวลาให้เขาได้เล่นกับเด็กวัยรุ่นราวคราวเดียว ได้พบปะคนต่างวัยด้วย ลองมองย้อนไปที่ตัวเรา เราเองก็อยากเล่นอยากคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งลูกเราก็ต้องการเหมือนกันไม่ต่างจากเรา

    โดยส่วนตัวก็ไม่ชอบการศึกษาแบบนกแก้วนกขุนทองอยู่แล้ว *-* แต่ถึงยังไงก้ยังต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน เพราะบางอย่างเราสอนเขาไม่ได้หรอก หรือว่าในชีวิตเราไม่สามารถอยู่กับเขาได้ตลอด ส่วนวันหยุดเป็นเวลาครอบครัว เป็นเวลาของการเรียนรู้จากครอบครัวเราจะสอนอะไร พาทำอะไรก็ทำได้ ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน แม่จ๋าคิดเช่นนี้

    หลังจากน้องจ๋าเข้าเรียนได้ จะครบเดือน พัฒนาการพูดดีขึ้นเยอะมาก เพราะอยู่กับแม่จ๋า แม่จ๋าไม่ค่อยได้จ้อกับลูกอาจจะเป็นเพราะจ้อมาเยอะแล้วเลยเบื่อมั้ง – -*

    อีกอย่างนะคะฝากคำพูดไว้ ของเล่นต่อให้มันดีแค่ไหน แต่ถ้าเล่นคนเดียวก็ไม่สนุกเท่าเล่นกับเพื่อนหรอก *-*

    สู้ๆคะ

    ปล.ถ้าจะทำHome School บอกด้วยนะคะ ไม่แน่อาจจะพาน้องจ๋าไปแจมช่วงเสาร์อาทิตย์คะ*-*

  3. mayzdream Says:

    โอว แม่จ๋าเหมือนมาอัพบล็อกช่วยเลย อิอิ
    ความเห็นจากผู้มีประสบการณ์ตรงอย่างแม่จ๋า น่าสนใจมั่ก
    ทฤษฎีก็ดีแต่ก็คงต้องควบคู่กับประสบการณ์ตรงและการปฏิบัิติจริง
    ค่อยๆ ทดลองไป เดี๋ยวก็เจออะไรที่เหมาะกับต้นหนาวที่สุดเองละเนาะแก

  4. khanom Says:

    การทำ Home School นี่ แม่จ๋าคงทำไม่ได้เนื่องจาก คิดว่าตัวเองเสียสละได้ไม่พอ 555+ แต่ถ้าแม่แจนทำก็ขอให้สู้ๆนะคะ จะเป็นกำลังใจให้*-*

    เม้นครั้งแรกน้องจ๋ากวน อิอิ เลยตื่นมาเม้นต่อกลางดึก กลัวว่าแม่แจนอ่านละจะปรี๊ด – -* จริงๆแล้วการทำHome School ไม่ใช่การจับลูกขังแล้วก็สอนๆในบ้าน แม่จ๋าเข้าใจคะไม่ต้องคิดมากอิอิ อย่าเครียดมาก พอเราเครียดลูกเรารับรู้ได้นะคะ

    รักนะจุ๊บๆ

  5. ออกัสต้า Says:

    เป็นแม่ก้อแบบนี้ล่ะเนอะ…เลี้ยงลูกก้อตั้งหาข้อมูล
    เพราะจะได้เลี้ยงเค้าให้ดีที่สุด
    สนใจ โฮม สคูล เหมือนกัน มีข้อมูลอะไรดีๆบอกกันด้วยนะ

    ลูกไม่ได้ขอเรามาเกิด แต่เราตั้งใจให้เค้าเกิด ก้อต้องเลี้ยงเค้าให้ดีที่สุด
    สู้ สู้

  6. Jan Says:

    แม่จ๋า ถ้าสนใจสอน 2 ภาษาไม่ยากนะคะ ลองหาหนังสือมาอ่านเอาไอเดียดูได้ค่ะ
    คนแต่งหนังสือเค้าก้อไม่ได้จบนอกนะ แต่ว่าเค้ามองการณ์ไกล เลยพูดกับลูกตั้งแต่แบเบาะเลย เวลาลูกพูดภาษาไทยตอบกลับมา เค้าจะทำเป็นฟังไม่รุเรื่อง เรื่องไวยากรณ์ไม่ต้องเปะ แต่เราต้องหาข้อมูล ประโยคพื้นฐานที่ฝรั่งเค้าใช้กันจริงๆ ต้องมั่นใจว่าถูกต้อง ในหนังสือมีตัวอย่างให้ดูค่ะ
    เรื่องการออกเสียงที่ถูกต้องไปฟังได้ที่ thefreedictionary.com ค่ะ
    ลองหามาอ่านดูนะคะ สำหรับเราจะใช้ระบบพ่อภาษานึง แม่ภาษานึง โดยจะให้พ่อเค้ารับผิดชอบภาษาอังกฤษ เพราะต้องใช้บ่อยๆ อยู่แล้ว เวลาสอนหนังสือ

    เรื่อง Baby sign นี่ยิ่งง่ายใหญ่เลยค่ะ เราเริ่มจากคำง่ายๆ ก่อน เช่น นม, อาบน้ำ, กิน ฯลฯ
    ทำ sign ขณะ ทำกิริยาที่สอดคล้องกับ sign ค่ะ ทำให้ลูกดูเรื่อยๆ ค่ะ พยายามทำทุกครั้ง ถ้าไม่ลืม แต่ต้องอดทน ตอนนี้เค้ายังควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ได้ ยังไม่สามารถทำตามได้ แต่เค้าจะเริ่มเข้าใจไปเรื่อยๆ เป็นการฝึกทักษะการสื่อสารไปด้วยในตัว
    คนแต่งหนังสือ “เด็ก 2 ภาษา พ่อแม่สร้างได้” เค้าก้อใช้ sign กับลูกค่ะ มีประโยชน์ในการสื่อสาร แล้วยังช่วยเป็นเครื่องมือในการสอนภาษาที่ 3,4,5,… อีกด้วย เวิร์คมากๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องอดทน ทำไปเรื่อยๆ คนไม่เข้าใจอาจจะงงๆ หน่อย ว่าใยนี่ทำท่าบ้าบออะไรหว่า?

    เรื่อง home school นี่ เราอาจจะเป็นคนเดียวหรือป่าว ที่ได้อ่านเจอครั้งแรก แล้วไม่ได้คิดว่ามันสุดโต่ง กลับคิดว่า เฮ้ย…อะไรวะเนี่ย มันมีแบบนี้ด้วยหรอ อิชั้นไปมุดหัวอยู่รูไหนมา(วะคะ)
    ครั้งแรกที่ได้รู้เรื่องนี้เอาไปเล่าให้สามีฟัง แล้วออกความคิดว่า เราสอนลูกองเอามั้ย เค้ายังบอกเลยว่าสุดโต่ง 55
    แต่หลังจากที่เราได้อ่านแนวคิดคร่าวๆ ยังไม่ได้หาข้อมูลลึกซึ้ง เกิดคำถามขึ้นมาทันทีเลย 2 เรื่อง คือ
    1. เรื่องสังคม (ซึ่งจากการหาข้อมูลไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย)
    2. เราจะแบ่งเวลายังงัย ให้ลูกรู้ว่า เฮ้ย…ตอนนี้เวลาเรียนแล้วนะ อะไรแบบนี้ (ซึ่งอันนี้ ยิ่งไม่ยากใหญ่ เพราะเราคิดว่าสามารถสอนลูกให้เรียนรู้จากสิ่งที่สอนแบบสนุกและมีความสุขได้)

    เรื่องสังคมที่คนส่วนใหญ่มักคิดถึงเป็นอันดับแรก ยังงัยเด็กก้อมีสังคมของเค้าแน่นอน เพราะการทำโฮมสคูล ไม่ใช่การเอาเด็กมาขังอยู๋ในบ้าน ไม่ว่าที่ไหนก้อสามารถสอนได้ เค้าจะมีสังคมของเค้า ในสิ่งที่เค้าชอบ ถ้าเค้าชอบไปวัด เค้าจะเจอคนที่ชอบธรรมะเหมือนกัน ไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะเจอคนชอบความรู้ ชอบทดลอง หรือแม้แต่ play group ที่มีกันเกลื่อนห้าง ไหนจะแก๊งจักรยานอีก เชือว่าเด็กทุกคนคงเคยผ่านมาหมดแล้ว
    ลองหันมามองการศึกษาไทย ที่สอนให้เด็กท่องจำ ไม่สอนนให้เกิดแนวคิดซํกเท่าไหร่ แต่เราก้อสามารถหลี่ยงได้บ้างโดยการให้เด็กไปเรียนโรงเรียยนที่เน้นกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนแนวนี้ จะบอกเลยว่าค่าเล่าเรียนไม่ได้ถูก จากการที่หาข้อมูลมา ขั้นต่ำๆ ก้อปี 1 แสนบาท เข้าไปแล้ว ถ้าคิดอยากจะให้ลูกเรียนโรงเรียนแนวนี้ต้องพอมีสตางค์อยู๋บ้าง
    แต่เรื่องเงินนั้นไม่ใช่คำตอบ ลองหันมาดูความปลอดถัยในโรงเรียนดูบ้าง สังคมสมัยนี้คนโหดร้ายขึ้นทุกวัน ข่าวที่มีคนไล่ยิงเพื่อนร่วมเรียน, ข่าวจิตลดาบุกแทงนร. โรงเรียนชื่อดัง(ความปลอดภัยน่าจะดังตามชื่อ ฯลฯ)

    ทั้งหมดที่พูดเรื่องโฮมสคูลนี้ ยังไม่ได้ตัดสินใจหรอกค่ะว่า จะให้ลูกเรียนโฮมสคูล เพราะมันต้องอาศัยความทุ่มเทของแม่อย่างมาก เหนื่อยน่ะมันเหนื่อยอยู๋แล้ว แต่มันก้อเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ลูกเราจะได้รับ
    ตอนนี้คิดว่าจะหาข้อมูลให้มากที่สุด ถ้าสามารถทำแล้วเป็นประโยชน์กับลูกเราได้ ก้อจะพยายามทำให้ได้ ถึงแม้จะเหนื่อยกว่าตอนนี้มากมายเท่าไหร่ก้อจะทำ

    ความคิดตอนนี้คือ จะเริ่มสอนลูกจากสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน สอนตามพัฒนาการไปเรื่อยๆ พอเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น คงสอนให้รู้จักปลูกต้นไม้ รดน้ำ เพาะถั่วงอก หัดทำของเล่นเอง ทดลองวิทยาศาสตร์สนุกๆ ตามวัย คิดว่าจะให้เค้าเข้าเรียนตามระบบ แต่อาจจะช้ากว่าเด็กคนอื่นซํกหน่อย อาจจะ 4-5 ขวบ ให้เค้ามีความพร้อมที่สุดก่อน
    ถึงตอนนั้นคงต้องลองดูอีกทีว่าลูกอยากจะเข้าระบบการศึกษาปกติมั้ย แต่เด็กวัยนั้นคงอยากเข้าแล้วหล่ะ เพราะได้เล่นกับเพื่อนๆ และพร้อมพอที่จะเว้นระยะห่างจากแม่แล้ว แต่ถ้าลูกคิดว่าแม่เป็นครูที่สอนสนุกที่สุดหล่ะ คงต้องเหนื่อยกันอีกยาวเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน คนเป็นแม่ก้อยอมได้ทุกอย่างหล่ะ เพื่อลูกใช่มั้ยคะ?

  7. Jan Says:

    ตอบยาวจัด ตอนตอบไม่เห็น comment ล่าสุด 55

    คิดเหมือนกัน และคิดอยู่ตลอดเวลาเลยว่า …
    “ลูกไม่ได้ขอเรามาเกิด แต่เราตั้งใจให้เค้าเกิด ก้อต้องเลี้ยงเค้าให้ดีที่สุด”

  8. khanom Says:

    ไว้จะอัพกิจกรรมสำหรับเด็กในบล็อกนะคะ ถ้าสลัดตัวขี้เกียจที่เกาะติดหลังแน่นหนึบ เพราะคิดเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน กิจกรรมก็มีเยอะแต่จะบอกว่าเป็นกิจกรรมที่แม่จ๋าเคยทำสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว+กับกิจกรรมที่แม่จ๋าชอบ ผู้ใหญ่บางคนคืดว่ากิจกรรมยากเกินไปสำหรับเด็ก โดยส่วนตัวไม่ไม่ยากเกินไป แต่จะเน้นพัฒนาดานความคิดสราง +กับการทำงานเป้นกลุ่ม(ถ้าทำร่วมกับเพื่อน แต่จริงๆทำคนเดียวได้ แต่อยากให้เป้นกิจกรรมที่ทำร่วมกับ พ่อ-แม่-ลูก)

    สรุปแล้ว มามี้แจนเริ่มจะหันมาเอาดีแบบแม่จ๋าหรือเปล่า คือ การหันมาทำของเล่นให้ลูก +อนาคตก็ชวนลูกทำ ทำด้วยกัน ก็จะทำให้เรามีกิจกรรมทำร่วมกัน จะว่าไปก็เริ่มทำมานานแล้ว ตัวอย่างก็ทำบ้านจากลังกระดาษที่แม่จ๋าให้น้องจ๋าช่วยระบายสี *-*

  9. Jan Says:

    คิดว่า…
    ถ้าทางวิชาการ คงเน้นไปทางแนววิทยาศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ เพราะแม่ถนัดที่สุด
    แต่เรื่องกิจกรรมก้อคงพวกทดลองที่มันให้ความรู้หลายๆ ด้าน รวมทั้งพวกธรรมชาติ ต้นไม้ ใบหญ้า เลี้ยงปลา จะได้อ่อนโยน
    เน้นกิจกรรมออกกำลังกาย พวกกีฬาด้วยก้อคงดี
    แต่ลูกอยากจะไปทางกีฬาหรือวิชาการ ก้อแล้วแต่ความถนัดสวนตัวเค้าแล้วหล่ะ

    ทั้งหมดนี้ คิดเอาเล่นๆ เท่านั้น พอถึงเวลา ถ้าจะทำจริงคงมึนน่าดู

    มาเพิ่มเติมอีกหน่อยค่ะ ว่าถ้าจะทำจริงต้องไปยื่นเรื่องให้ถูกต้องก่อน  แล้วพอถึงเวลาต้องพาลูกไปวัดผลตามจุดประสงค์ที่เค้ากำหนดมาด้วย ถึงจะผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าทำอะไรตามใจฉันไปเรื่อยค่ะ

    อีกเรื่อง เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยจริงจังในครอบครัวเลย คิดว่าพ่อเค้าน่าจะไม่เห็นด้วยแน่ๆ 55

  10. khanom Says:

    มามี้แจน ในบ้านอิแม่ใหญ่สุดคะ ท่องไว้ๆ ถ้าคุณพ่อทักท้วงก็ให้ทวนคำพูดอีกครั้ง ถ้ายังไม่เข้าใจอีกให้ทวนจนกว่าจะเข้าใจ 55!

  11. Jan Says:

    ไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ เอาให้อ่านกันเพิ่มเติม ส่วนใครจะคิดอย่างไรนั้น สุดแล้วแต่ อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้คิดไตรตรองและหาข้อมูลเสียก่อน ที่จะเห็นด้วยหรือคัดค้าน

    “จาก งานวิจัย 8,000 ชิ้น เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดระบุว่าเด็กควรได้รับการศึกษาก่อน 8 ขวบ แต่มีหลักฐานยืนยันว่าการส่งลูกเข้าโรงเรียนเร็วไป ทำให้เด็กเกิดปัญหาได้ เพราะช่วง 6-7 ปี เป็นช่วงการพัฒนาการด้านนิสัย วินัย และร่างกาย การที่ได้อยู่ใกล้ชิดผู้ปกครองที่มีโอกาสตอบคำถามได้มากกว่าครู ทำให้เด็กเข้าใจ และซึมซับประสบการณ์จากผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เป้าหมายของ Home School ไม่ใช่เพื่อเป็นคนเก่ง มีชื่อเสียงโด่งดัง หรือเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ให้ลูกได้เติบโตเป็นประชากรที่ดีของประเทศ ไม่ติดเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด และเป็นประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานการวิจัยเปรียบเทียบเด็ก Home School และเด็กในโรงเรียน พบว่า เด็ก Home School เรียนได้ดีกว่าและมีพฤติกรรมดีกว่า และจากการสำรวจผู้ใหญ่ 400 คน ที่เคยเรียนในระบบ Home School พบว่าเกือบทุกคนจะอยู่ในระดับผู้นำในสายอาชีพของแต่ละคน “ครอบครัวของเราพูดภาษาอังกฤษกับลูกตั้งแต่เกิดหรือเริ่มหัดพูด และผลก็ปรากฏออกมาว่าลูกคนโตสอบ TOEFL ครั้งแรกได้ 640 คะแนน ขณะนี้อีก 2 คน สอบเพียงครั้งเดียวก็ผ่านด้วยคะแนนดีเช่นกัน ทั้งที่ลูกไม่เคยไปเรียนต่างประเทศมาก่อน “น.พ.โชติช่วง กล่าวอย่างภูมิใจ พร้อมกับเสริมว่า การสอนก็ไม่ใช่เพียงนั่งเรียนในกำแพงสี่เหลี่ยมอย่างเดียว เพราะความรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ก็จะเรียนกันระหว่างเลือกซื้อของในซูเปอร์มาเก็ต โดยถ้าพนักงานเก็บเงินทอนเงินเกิน เราก็สอนให้มีคุณธรรม ต้องคืนเงินที่เกินมาคืนไป ไม่ใช่ดีใจแล้วรีบเดินหนี เพราะทำให้พนักงานจะต้องควักเงินในส่วนที่ขาดเอง ซึ่งทุกๆ อย่างรอบตัวเราโยงให้เป็นความรู้ได้ และเราเองก็มีความรู้อยู่กับตัวมากมายก็อยากที่จะถ่ายทอดให้กับลูก ทั้งนี้ไม่ใช่ดูถูกครูแต่เราเข้าใจข้อจำกัดการสอนของครู Home School อาจไม่ใช่ระบบการศึกษาที่เหมาะกับทุกครอบครัว เพราะไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะสามารถทำได้ ยิ่งถ้าสิ่งแวดล้อมครอบครัวไม่ดีแล้ว ก็อาจส่งผลลบกว่าการเรียนในโรงเรียน แต่ในส่วนความคิดที่ว่าเด็กระบบ Home School จะเรียนไม่เก่ง เพราะพ่อแม่ไม่ได้จบครูนั้น คงต้องมีการอธิบายกันใหม่ เพราะผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่าวุฒิการศึกษาไม่ใช่อุปสรรค”

    จริงๆ เจอบทความอีกมากมาย เพียงแค่เราค้นหาคำว่า โฮมสคูล หรือ Home School มีข้อมูลพร้อมให้เรามากมาย จริงๆ อยากจะเอาที่อ่านมาประมวล แล้วเล่าทีเดียว แต่เวลาน้อยมาก เพราะลูกเริ่มไม่ยอมนอนกลางวันยาวๆ แล้ว

    กลุ่มคนที่ริเริ่มการทำโฮมสคูลในเมืองไทย ที่เห็นจะเป็นผู้มีการศึกษาดี หรือพวกหมอ แต่ไม่ใช่ว่าคนธรรมดาอย่างเราๆ จะทำไม่ได้

    เพราะเค้าบอกในตอนท้ายว่า…

    “จะเห็นว่าพ่อแม่จบเพียงมัธยมก็เพียงพอแล้วสำหรับการสอนในระดับอนุบาลและประถม ศึกษา ซึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับพ่อแม่ คือ ต้องมีความพึงพอใจที่จะทำ วางระบบการสอนสม่ำเสมอ มีความรัก ความห่วงใย และความอบอุ่นเพียงเท่านั้น พ่อแม่ก็จะกลายเป็นครูที่สมบูรณ์กว่าครูในโรงเรียน”

    เพิ่มเติมอีกนิด ว่าจะไม่ยาวแล้วเชียว
    การเรียนในโฮมสคูลนั้น ไม่ใช่ต้องการให้ลูกฉลาดเหนือคนอื่นๆ แต่ต้องการให้เป็นคนใฝ่รู้ ซึ่งในโรงเรียนสอนไม่ได้ เพราะต้องท่องจำไปสอบ การทำโฮมสคูล จะปลูกฝังนิสัยการใฝ่รู้ ค้นคว้าด้วยตนเองมาก อีกอย่างที่โฮมสคูลจำเป็นต้องมีคือ การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมในตัวเด็ก ซึ่่งทำได้ไม่ยาก หากเด็กอยู๋กับโฮมสคูล เพราะมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา เพียงแต่พ่อแม่นั้น ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก

  12. mon Says:

    ยาวจังค่ะ เราก็สอน baby sign ให้ลูกนะ จากห้องนี้แหละค่ะ ที่แนะนำ ปรากฎว่ายังไม่พูดเลยแต่สื่อสารกับเรารู้เรื่องนะคะ ส่วน home school ว่าจะทำแน่นอนค่ะ ไหนๆก็จะออกมาเกาะสามีแล้ว ควรทำตัวให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญไม่มีค่ารักษาพยาบาลจากรัฐแล้ว ควรให้ลูกแข็งแรงกันไว้ค่า

  13. nan Says:

    แวะมาเยี่ยมค่ะ ตั้งใจจะทำ Home School เช่นกันค่ะ รู้ว่าทำที่เมืองไทยอาจจะยากนิดนึง เพราะทุกคนจะห่วงว่าลูกจะไม่มีสังคม ซึ่งเราคิดตรงข้าม เราคิดว่าเราควรจะสกรีนคนที่จะมาเป็นเพื่อนของลูก ลูกอาจจะมีเพื่อน 7-8 คน แต่เรารู้จักครอบครัวเค้า background ของเค้า ดีกว่าส่งลูกไปโรงเรียนมีเพื่อนห้าสิบคน แต่ไม่มีรู้ว่าใครเป็นใคร ที่สำคัญ ลูกต้องอยู่โรงเรียนเจ็ดแปดชัวโมงต่อวัน ใครจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน เพื่อนหรือพ่อแม่????? และเราสามารถนำลูกเข้าสังคมในลูกแบบอื่นได้เช้น เรียนดนตรี ศิลปะ เล่นลึคกีฬาต่างๆได้
    เรื่องของการศึกษาไม่ต้องพูดถึงเลย เด็กกลุ่มท็อปเท็นที่อเมริกาเป็นเด็กโฮมสคูลทั้งนั้นเลยค่ะ จริงๆงานวิจัยที่สนับสนุน Home School เมื่ออ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ แต่ไม่มากเท่ากับประสบการณ์ตรงของคนใกล้ตัวค่ะ สามีเราก็เด็กโฮมสคูล เปรียบเทียบได้ชัดเจนระหว่างเราเด็กหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ปริญญาเกียรตินิยม ความรอบรู้สู้สามีเด็กโฮมสคูลไม่ได้เลยค่ะ เราเรียนวันละเป็นสิบชั่วโมง อาฟเตอร์สคูลอีกต่างหาก สามีเรียนวันละสี่ชั่วโมง มีเวลาเป็นเด็กเต็มที่ มีความผูกพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่มาก ไปเที่ยวก็ไม่ต้องหยุดเรียน เพราะว่าเรียนระหว่างเที่ยวด้วย ที่สำคัญเป็นคนที่รักการอ่าน ค้นคว้า และมีวินัยสูงมากๆค่ะ เรียนจบมอหก คะแนนสูงมาก ได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐฟรีสี่ปีเลย เราอยากให้ลูกเป็นแบบนี้ เอ็นจอยชีวิตวัยเด็กและมีการศึกษาที่ดีค่ะ
    ส่วน baby sign ลองแล้วไม่ work กับลูกค่ะ เพราะเค้าทำ sign ของเค้าเอง ตลกดี :D

Leave a Reply