ด้วยสองมือแม่นี้จะสร้างโลก

ด้วยสองมือแม่นี้จะสร้างโลก

ไม่ได้อ่านผิดหรอก แล้วก็ไม่ได้พิมพ์ผิดด้วย เพราะคนเป็นแม่ตัวไม่เล็กคนนี้ อยากจะทำอย่างนั้นจริงๆ 55

วันนี้ได้ฟังรายการโปรด (พูดซะเวอร์ไปนู่น) เป็นรายการเกี่ยวกับแม่และเด็ก ที่ใส่ใจในรายละเีอียดของการเลี้ยงดูลูกอย่างมีคุณภาพ

วันนี้เค้าพูดถึงหนังสือเกี่ยวกับการสร้างต้นทุนชีีวิตให้ลูก เป็นหนังสือที่เขียนโดยหมอเดว (นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน) ฟังรายการจบเลยไปเสิร์ชหารายละเอียดหนังสือ แต่ไม่มีค่ะ ได้ไอนี่มาแทน บทความ ของสสส. “แม่…ผู้สร้างต้นทุนชีวิตลูก”

แหม บทความโดนใจจริงๆ เพราะกำลังคิดจะเขียนเกี่ยวกับ เรื่องการสนับสนุนให้แม่เลี้ยงลูกเองอย่างมีคุณภาพ

ยังไม่ได้อ่านหนังสือของคุณหมอเลย แต่ในความคิดของเราต้นทุนชีวิตของลูก ก็คือ “แม่”

เพราะหากแม่คนไหนมีโอกาสดีที่จะได้เลี้ยงลูกเอง นั่นหล่ะวิเศษที่สุดสำหรับลูกแล้ว

แต่เท่าที่เห็นสังคมเราในทุกวันนี้ บอกได้เลยว่ายาก เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ หาเงินได้ก็ต้องหาไว้ก่อน เลี้ยงลูกเก็บไว้ก่อนดีกว่า

วันก่อนได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เค้าเล่าถึงลูกเพื่อนเค้าให้ฟัง แล้วสงสัยในหลายๆ เรื่องเลยมาถามเรา เพราะตัวเองยังไม่มีลูก ยังเข้าไม่ถึงเรื่องราวของคนเป็นแม่ ทำให้เห็นภาพของแม่ในพ.ศ.นี้ได้ชัดขึ้น

จะไม่พูดถึงรายละเอียด แต่จะพูดรวมๆ ถึงการเลี้ยงลูกในมุมของเราดีกว่า จากการที่ชอบเข้าไปอ่านประสบการณ์ของคุณแม่ท่านอื่นๆ ในอินเตอร์เนทแทบทุกวัน ตอนลูกนอน เพื่อเอามาปรับใช้กับการเลี้ยงลูกตัวเอง

ก่อนอื่นขอบอกตรงนี้ก่อนว่า “ถ้าเป็นไปได้ และมีโอกาสได้เป็นแม่ ขอเถอะค่ะ กรุณาเลี้ยงลูกเอง เพื่อคุณภาพของลูกคุณเอง”

ใครๆ ก็สามารถสร้างต้นทุนที่ดีในชีวิตให้กับลูกได้ อย่าบอกว่าแม่เรียนไม่เก่ง อย่าบอกว่าแม่เรียนมาน้อย อย่ามาอ้างค่ะ

ก็บอกแล้วว่าใครๆ ก็สามารถทำได้ แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม 3 ปีทองในขวบปีแรกๆ ของลูก ผ่านแล้วผ่านเลยนะจ๊ะ !!

ทำไมต้องเลี้ยงลูกเอง?

1. ขอยืมคำสามีมาพูด สามีเราบอกว่า… การเลี้ยงลูกเอง สามารถทำให้เรา control สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู๋ว่า เด็กแรกเกิดต้องการนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน โดยไม่ต้องให้น้ำ แต่ถ้าหากเราให้คนอื่นเลี้ยง ซึ่งแน่นอนอาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราเอง ท่านก็อาจจะบอกว่า ต้องให้น้ำเพราะสมัยก่อนเลี้ยงมาเป็นสิบคน ก็เลี้ยงกันมาแบบนี้ ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร

ซึ่งในความเป็นจริง มันเป็นค่ะ การที่ให้เด็กกินน้ำตามหลังกินนมแม่ซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 80% จะทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจขาดสารอาหาร เพราะกระเพาะของวัยทารกมีขนาดเล็กมาก หากต้องกันพื้นที่ไว้เผื่อสำหรับน้ำแล้ว สารอาหารที่จะให้เด็กดูดซึมจะมีปริมาณน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือสมอง

และการให้เด็กกินน้ำหลังดูดนมแม่แล้ว เป็นการล้างสารเคลือบป้องกันเชื้อโรคในช่องปากของเด็กออกไปด้วย ไม่ต้องกลัวเด็กลิ้นเป็นฝ้า เพราะต้องทำความสะอาดลิ้นให้เค้าทุกวันอยู่แล้วค่ะ และจำไว้ว่ากรุณา อย่าให้น้ำหลังกินนมแม่ค่ะ ในหกเดือนแรก และสามารถให้นมแม่ควบคู่กับอาหารเสริมตามวัยได้นานตราบเท่าที่ลูก และแม่พอใจ ไม่จำเป็นต้องหย่านมค่ะ
ถ้าหากผู้ใหญ่รักลูกหลานกันจริงๆ อย่างที่พูด กรุณาอ่านข้อมูลทางการแพทย์ พ.ศ. นี้กันสักนิด

2. หลายๆ บ้าน ที่คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ รู้กันแล้วว่า ไม่ควรให้ลูกดูทีวีก่อน 2-3 ขวบ เราก็เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องการดูทีวีไปหลายทีแล้ว

ซึ่งในทางปฏิบัติ หากคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกเองหลังเลิกงาน ในเวลากลางวันที่ต้องฝากให้พี่เลี้ยง หรือญาติผู้ใหญ่ดูแล ก็มักจะเปิดทีวีแช่เอาไว้ทั้งวันกันอยู่แล้ว

หากคนยังไม่เคยมีลูกคงไม่เข้าใจว่าเปิดทีวีแล้วจะเป็นยังไง การเปิดทีวี จะทำให้เด็กสนใจ และอยู่นิ่งค่ะ หลายๆ ครอบครัว เลยให้ลูกกินข้าวหน้าทีวี ทำกิจกรรมหน้าทีวี ทิ้งให้ลูกอยู๋หน้าทีวี ขณะที่แม่ทำงานบ้าน

หลายคนจึงมักเข้าใจผิดๆ (ผิดอย่างมาก) คิดไปเองว่าเป็นการฝึกสมาธิ เพราะเด็กสามารถดูทีวีได้นานเป็นชั่วโมงๆ และเด็กที่ได้ดูทีวี จะเป็นเด็กฉลาด เคยได้ยินหลายๆ คนพูดว่า “ดูสิดูทีวีเป็นแต่เด็ก ฉลาดนะเนี่ย”

ซึ่งในความเป็นจริง ทีวีเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดทักษะในการพูด เพราะขาดสิ่งเร้ามากระตุ้นให้อยากพูดสื่อสาร เพราะเป็นฝ่ายรับทางเดียวอยู่ตลอดเวลา และผลทางการแพทย์ยังบอกอีกด้วยว่า ทีวีอาจทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น เพราะภาพที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วนั่นเอง

3. เรื่องอาหารและขนม

เรื่องอาหาร คุณหมอบอกว่าในเด็กวัยเริ่มอาหารเสริม ไม่ควรให้อาหารที่มีการปรุงแต่งรสอาหาร แม้แต่เกลือหรือซอสเพียงเล็กน้อย เพราะในเด็กเล็กอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารส่วนเกินเหล่านี้ ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอที่จะขับมันออกมา และทำให้ต้องทำงานอย่างหนัก เป็นการทำร้ายเด็กอย่างไม่สมควร แต่หากไม่มีความรู้ตรงนี้ คนที่ดูแลเด็กนั่นเองที่มักจะเป็นผู้ลงมือทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว

เคยอาจเจอประมาณว่า คุณรุ่นแม่บอก ปรุงนิดนึง หลานจะได่อร่อย จะได้กินได้เยอะๆ เจริญอาหารดี ว่าไปนั่น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ control ไม่ได้หากต้องฝากเค้าเลี้ยง

เรื่องขนมและของไม่มีประโยชน์ ยังเห็นเป็นส่วนน้อย และน้อยมาก คุณหมอบอกว่าไม่ควรให้เด็กได้รู้จักกับขนม และของไม่มีประโยชน์่ก่อนจะถึงเวลาอันสมควร เพราะจะทำให้เด็กกินข้าวได้น้อย เพราะติดกับรสชาติของขนมที่อร่อยกว่า ทำให้ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสมองไม่เพียงพอ และยังอาจทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานในเด็กได้ด้วย

พ่อแม่หลายๆ คนไม่ให้กิน แต่คนที่บ้านนั่นแหละค่ะ แอบให้กิน หรือกินให้เห็น พอเด็กเห็นก็อยากกิน เพราะอยากรู้อยากเห็น ถ้าจะห้ามให้ได้ ต้องเริ่มที่ผู้ใหญ่ในบ้านก่อนค่ะ ออกกฏไปเลยว่าห้ามเอาขนมกรุบกรอบไร้สาระทุกชนิดเข้าบ้าน ถ้าจะกินไปแอบกินคนเดียวไกลๆ อย่ามาให้เด็กเห็น แต่ทางทีดี ผู้ใหญ่นั่นแหละ ควรจะเลิกให้ได้ซะก่อน เป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กเห็น ไม่ใช่ห้ามลูก แต่ตัวเองทำเอง หรือบางคนบอกให้ลูกกินๆ ไปเถอะ ทำเป็นใจดี แต่จริงๆ เพราะตัวเองจะได้ไม่ต้องลำบากมาบอกมาสอน และตัวเองก็ไม่อยากเลิกกินด้วย เพราะชอบกินเหมือนกัน

น้ำอัดลมก็เหมือนกัน บางคนบอกกินไม่ได้. แต่ผู้ใหญ่่นี่นั่งซดเป็นแก้วๆ อันนี้ก็ต้องจัดการผู้ใหญ่่ก่อนเลย

กรุณารักลูกหลานให้ถูกทาง ถ้ารักเค้าจริงเลิกทำร้ายเค้าได้แล้วค่ะ

4. การเลี้ยงดูและการเอาใจใส่ ไม่มีใครในโลกนี้จะรักและปรารถนาดีกับลูกได้เท่ากับคนเป็นแม่อีกแล้ว

การเอาลูกไปให้คนอื่นดูแลก็เท่ากับ เป็นการชีวิตเอาลูกไปเสี่ยง ไม่ได้หมายถึงว่าเค้าจะทำร้ายลูกเราแต่อย่างใด

แต่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ลูกเราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างใน 1 วัน อาจจะได้เห็น และเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทั้งคำพูดและการกระทำ สิ่งในเด็กวัยเล็กๆ เป็นวัยที่เค้ากำลังวางระบบการคิด และวางรูปแบบการเป็นตัวตนของเค้า ผ่านจากการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว

อาจทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกมา อาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นแล้ว จะสามารถแก้ไขได้ยากกว่าการที่เราจะงมืือวางรากฐานสิ่งดีๆ ให้กับลูกด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มแรก

5. การปลูกฝังสิ่งที่ดีงามในหัวใจน้อยๆ ไม่มีใครจะทำได้ดีเท่ากับแม่อีกเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเป็นการเรียนรู้ คนเป็นแม่อย่างเราๆ มักมีหัวใจละเอียดอ่อนมากกว่าคนที่มีหน้าที่รับฝาก และทำไปตามหน้าที่ ถึงแม้จะเป้นปู่ย่าตายาย เค้าก็อายุมากเกินกว่าจะมา active ในเรื่องเหล่านี้

ทุกสิ่งรอบตัวสามารถยกมาสอน และพูดให้สนุกสนาน ผ่านการเล่น และเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ การโอบกอดและสัมผัสลูกบ่อยๆ ไม่มีใครสามารถทำได้อบอุ่นกว่าคนเป็นแม่อีกแล้ว ทุกวันนี้ได้กอดลูกกันนานกี่นาทีกันคะ แล้วมีเวลากี่ปีที่เค้าจะให้เราอุ้ม กอด หอม ฟัดกันอยู่อย่างนี้

6. เคยอ่านเจอมาหลายๆ ครั้งว่า 3 ปีแรก หากเด็กอยู่กับใครจะผูกพันกับคนนั้นค่ะ ถึงแม้ว่าหลัง 3 ขวบ จะเอากลับไปให้แม่แท้ๆเลี้ยงเอง ก็จะไม่ผูกพันกันเลยทั้งชีวิต เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ เลย เพราะฉะนั้นใครจะเอาลูกไปให้แม่เลี้ยงที่ต่างจังหวัด เปลี่ยนใจซะเถอะค่ะ

้้้เคยมีเหมือนกัน เพื่อนสนิทมากคนนึง เราถามเค้าว่า ทำไมแกไม่เลี้ยงลูกเอง สามีก็ออกจะมีตังค์ เค้าตอบกลับมาว่า แหวะไม่เอาหรอก ให้ย่ามันเลี้ยงไปดิ ชั้นไม่ชอบเลี้ยงเด็ก แล้วบ้านสามีไม่สนับสนุน อยากให้ไปทำงานอยู๋นอกบ้าน แต่งตัวสวยๆ งามๆ มากกว่า อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่คนด้วย ถ้าไม่เห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูก ก็ไม่รูจะบอกยังงัยเหมือนกัน

มาถึงตรงนี้แล้ว อาจจะทำให้หลายคน เปลี่ยนความคิดที่ว่า อยากมีลูก ถ้ามีแล้วจะเอาไปให้แม่หรือใครก็แล้วแต่ เลี้ยงให้

3 ปีแรกของลูกมีความหมายมากค่ะ เพราะถ้าพลาดช่วงเวลานี้ไปแล้ว ไม่สามารถเรียกร้องกลับมาได้ ไม่ว่าคุณจะมีเงินทองกองท่วมหัวขนาดไหนก็ตาม

เรื่องของเงินทองสำคัญมากในยุคนี้ แต่เรื่องของลูกก็ไม่เคยสำคัญน้อยกว่าเงินทองเลย จริงมั้ย?

Recent Entries

4 Responses to “ด้วยสองมือแม่นี้จะสร้างโลก”

  1. พ่อปัน ปัน Says:

    มีนานี้แม่ปัน ปัน ก็ลาออกจากที่ทำงานแล้วครับ…เพื่อมาเลี้ยงปัน ปัน แบบเต็มตัว…จะดีจะชั่วก็เป็นที่พ่อกับแม่ปั้นแต่งนี่แหละครับ…ไม่ต้องไปโทษใครเลยครับ

  2. Jan Says:

    ดีใจกับน้องปันปันด้วยค่ะ ที่มีคุณแม่ที่ยอมเสียสละเพื่อลูก เห็นด้วยเต็มที่ กับที่คุณพ่อน้องปันปันบอกว่าจะดีจะชั่วก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ค่ะ

  3. Aom Says:

    เพื่อนคนที่กล่าวถึง คือฉันรึเปล่าฟระ 555

  4. khanom Says:

    อิฉันก็คุณแม่ขาฟูลทามนะคะ มีแค่บางวันที่ต้องฝากให้ย่าดูเพราะติดธุระต้องไปข้างนอก

Leave a Reply