รับจ้างกรี๊ดดดดดดดด – ลูกชอบกรี๊ดทำไงดี?

รับจ้างกรี๊ดดดดดดดด - ลูกชอบกรี๊ดทำไงดี?
เขียนเอาไว้นานหลายเดือนละ แต่เขียนไม่จบซํกที เอาเป็นว่าอ่านกันไปแค่นี้ก่อน แล้ววันหลังจะมาเพิ่มเติมละกันเนอะ
———————————————————————————
สืบเนื่องจากคราวก่อนบอกเอาไว้ว่าว่างๆ จะมาเขียนวิธีสอนลูกในเรื่องต่างๆ บ้าง ว่าเหตุการณ์อย่างไรต้องสอนอย่างไร ตอบสนองอย่างไร ลูกกรี๊ดทำไงดี สอนยังไงให้ลูกฟัง

มีคนมาถามนอกรอบหลายคนเหมือนกัน ก็ตอบไปแล้วเท่าที่จะมีเวลา เลยคิดว่า พยายามหาเวลามาเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวจะดีกว่า

อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่อง ด้วยเวลาอันจำกัด แต่จะพยายามละกันนะ

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นแม่ที่เพอร์เฟก ไม่ได้อารมณ์เย็นได้ตลอดเวลา ออกจะเป็นคนอารมณ์ร้อนด้วยซ้ำ

แต่… ตั้งแต่มีลูกต้องใช้ความพยายามอย่างสูง ในการควบคุมตัวเอง มีหลุดบ้างเป็นบางครั้ง มีปรี๊ดแตกก็เคย แต่ทั้งหมดนี้คนเป็นแม่อย่างเรา ต้องพยายามรู้ตัวเอง และดึงตัวเองกลับมาสู่ใบหน้าเรียบเฉย และออกจากอารมณ์โมโหให้เร็วที่สุด

เอ้า…เข้าเรื่อง…

มีหลายคนแอบถามมานอกรอบว่า “ลูกชอบกรี๊ดทำไงดี?”

เรื่องลูกกรี๊ดนี่ เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ที่คนทั่วไปมักเข้าใจว่า เฮ้ย… เป็นเรื่องปกติน่า… เด็กบ้านไหนก็กรี๊ดกันทั้งนั้นแหละ ดูอย่างลูกบ้านนั้น บ้านโน้น บ้านนี้สิ ไม่ได้ดั่งใจ ก็ลงไปดิ้น กรี๊ดๆๆๆ

วิธีง่ายๆ เลยคือ

1. พยายามอย่าให้เห็นพฤติกรรมแย่ๆ ของเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน เช่น ถ้าเราได้ยินเสียงเด็กบ้านไหนกรี๊ด ก็พยายามเลี่ยงๆ อย่าพาลูกไปเล่นบริเวณนั้นตอนเค้ากรี๊ด คือพยายามอย่าให้เค้ารู้จักกับการกรี๊ดจะดีที่สุด
2. ถ้าลูกเริ่มกรี๊ด ให้ทำเป็นเฉยๆ เหมือนไม่สนใจ อาจจะเดินไปที่อื่น นั่งอ่านหนังสือ ฯลฯ พอเราไม่สนใจ เค้าจะหยุดไปเอง
3. พยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่น(ถ้้าทำได้ทัน) เช่นถ้าเค้าชอบดูต้นไม้ ก็พาออกไปดูต้นไม้ อย่าปล่อยให้ถึงจุดปรี๊ด เดี๋ยวพอกรี๊ดแล้วหยุดยาก
4. ถ้าเค้าไม่เลิกกรี๊ด ต้องควบคุมสติตัวเองให้ได้ก่อน อย่าให้เค้ารู้ว่า พอกรี๊ดถึงเวลาหนึ่ง แล้วแม่จะทนไม่ได้ ในที่สุดก็จะยอมตามใจเค้า ถ้าถึงจุดที่แม่ยอมเค้า เมื่อทนเสียงกรี๊ดไม่ได้เมื่อไหร่ แปลว่าสงครามประสาทครั้งนี้ลูกชนะแล้ว และจะมีครั้งต่อไปแน่นอน แม่ต้องแน่วแน่ และอดทน
5. พ่อแม่ และผู้ใหญ่ในบ้านต้องมีการตอบสนองต่อพฤติกรรมไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่พ่อแม่พยายามแทบตาย แต่ ปู่ย่าตายาย ตามใจ อันนี้ก็จะไม่ได้ผล

ถ้าใครเผลอปล่อยให้ลูกได้กรี๊ดไปเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ ต้องใช้เวลาและความอดทนมากๆ มากกว่าวัยเพิ่งหัดกรี๊ด

เพราะเค้าได้เรียนรู้มาเป้นระยะเวลาหนึ่งแล้วว่า เฮ้ย…ทำแบบนี้แล้วแม่ตามใจว่ะ เออได้ผลแฮะ… เดี๋ยววันหลังอยากได้อะไร ต้องใช้วิธีนี้อีก โฮ๊ะๆๆ เสร็จเราแน่ๆ
ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมแบบนี้ให้ได้ ต้องอดทน และใจเย็น ไม่ก็คือไม่

แต่อย่าใช้ในกรณีเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่นแม่ไม่ชอบให้ทำแบบนี้อ่ะ หรือขึ้นอยู่กับอารมณ์ของแม่อย่างเดียว เช่นวันไหนแม่อารมณ์ไม่ดี ก็เลยไม่ตามใจลูก ปล่อยให้กรี๊ดๆ ไป วันไหนอารมณ์ดี ถูกหวยมา กลับตามใจลูกในเรื่องๆ เดียวกัน อันนี้เด็กเค้าจะสับสนได้ ว่าแม่ข้าพเจ้าเป็นอะไรไป(วะคะ)

จริงๆ เรื่องกรี๊ด ๆ กับเด็กๆ เป็นปัญหาที่จัดการได้ง่ายมาก เพราะเด็กวัยนี้ เค้าจะแสดงออกทางอารมณ์ โดยดูการตอบสนองของผู้ใหญ่ในบ้านเป็นหลัก ยังไม่ได้ยึดถือตัวตนอะไรมากมาย เพราะเค้ายังไม่มีความเป็นอิสระมากเพียงพอที่จะต่อต้าน หากทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผล และอธิบายให้เค้าเข้าใจได้ ในที่สุด เค้าก็จะยอมทำตาม

“ไหนตำราบอกว่า ถ้าลูกร้องให้อุ้ม แล้วทำไมถึงบอกว่า ให้ทำเป็นเฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้ แล้วอย่างนี้จะรู็ได้อย่างไร ว่าเมื่อไหร่ต้องเข้าไปอุ้ม เมื่อไหร่ต้องไม่วางเฉย”

มีหลายคนเข้าใจผิดตรงนี้ไปมาก เพราะอ่านหนังสือมา แล้วเข้าใจแค่ครึ่งๆ กลางๆ แล้วเอามาใช้ผิดๆ

ในกรณีที่เด็กยังเล็กๆ นั้น (แรกเกิด – 1 ขวบ โดยประมาณ) เมื่อลูกร้อง เราควรจะเข้าไปดูว่าลูกต้องการอะไร เพราะเค้ายังเล็ก และยังสื่อสารบอกความต้องการได้ไม่ดีพอ ลูกอาจจะร้อน เหนื่อย หิว อยากให้กอด อยากให้พาไปเที่ยว ฯลฯ ในวัยเด็กทารกนั้น ลูกต้องการเอาใจใส่เป็นพิเศษ

หากลูกร้อง ควรทิ้งระยะ แค่พอเหมาะสม แล้วเข้าไปหาลูก หรือกรณีเร่งด่วน ก็ควรเข้าไปหาลูกเลย แต่บางคนเข้าใจผิด เพราะฟังมาผิด ๆ เลยไม่สนใจลูก เพราะโดนญาติ ๆ บอกกันมาว่า อย่าไปตามใจลูกนะ ถ้าร้องก็ปล่อยให้ร้องไป ไม่งั้นจะเอาแต่ใจ

ในวัยเด็กทารกนั้น เค้ายังไม่รู้จักการเอาแต่ใจหรอกค่ะ เค้ารู้แต่การเอาใจใส่ เค้ารู้ว่าพ่อแม่เค้านั้น รัก และเอาใจใส่เค้ามากแค่ไหน ไม่ใช่ร้องก็แล้ว รอก็แล้ว ยังไม่มีปฏิกิรกิยาตอบสนอง แบบนี้เค้าจะรู้ว่าการสื่อสารของเค้าไม่มีผล อาจจะทำให้เกิดการไม่มีความพยายามจะสื่อสารออกมาก็ได้ เพราะสื่อสารไปแล้ว ไม่ได้รับการตอบกลับ เหมือนเป็นการสื่องสารทางเดียว นานเข้าก็จะเบื่อไปเอง หรือไม่ก็ร้องมากขึ้นจนกว่าจะมีใครซํกคนมาสนใจ
ถ้าหากในกรณีที่ลูกต้องการแม่ แล้วแม่ไม่สามารถเข้ามาหาลูกได้ทันที ก็ควรพูดสื่อสารกับลูกเป็นระยะ เช่นบอกว่า แม่อยู่ตรงนี้นะลูก ทำอะไรอยู่ก็บอกลูกกันไป เดี๋ยวแม่ไปหา แปปนึงนะครับ อะไรก็ว่ากันไป อย่าเงียบให้ลูกเครียดว่าแม่หายไปไหน เด็กบางคนเค้าเข้าใจได้แล้วว่า แม่บอกให้รอ ก็คือรอ เค้าจะรู้ว่าอีกเดี๋ยวมาจะมาแน่นอน ถ้าเค้ารู้ว่าสเตปต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เค้าก็จะไม่ร้องโยเย และเป็นคนที่มีเหตุมีผล รู้จักการรอ
แต่!!! แต่ถ้าลูกอายุประมาณ 1 ขวบแล้ว (บางคนอาจจะเริ่มก่อน 1 ขวบ) จะเริ่มรู้จักการต่อรอง ถ้าไม่ได้ก็ร้อง อยากจะเล่นของอันตราย แม่หยิบออกจากมือก็ร้อง อยาำกจะทำอะไรที่ทำไม่ได้หรืออันตรายก็ร้อง กรณีแบบนี้เป็นอีกกรณีนึง คือเราไม่ต้องไปตามใจเค้า แต่ไม่ใช่หยิบของออกจากมือเค้าแล้วจบ อยากจะร้องปล่อยให้ร้องไป

เราต้องบอกลูกก่อนว่า อันนี้เล่นไม่ได้นะครับ เพราะ…มันอันตราย (อะไรก็ว่ากันไป) คือต้องบอกเหตุผลประกอบลงไปด้วย แล้วเค้าก็จะร้องหรืออะไรก็ว่าอันไป ไม่ต้องไปตามใจ

อย่างที่บ้านเราเอง จะไม่ให้ลูกเล่นปากกา ดินสอ หรืออะไรที่เป็นแท่งๆ ยาวๆ เพราะกลัววิ่งแล้วล้มทิ่มเข้าปาก เข้าจมูกฯลฯ แล้วเกิดอันตราย เราก็พูดกับเค้าดีๆ ว่าอันนี้เล่นไม่ได้นะลูก อันตรายนะครับ แล้วเราก็ปยิบออกจากมือเค้าเลย ถ้าเค้าเข้าใจเค้าก็จะไปเล่นอย่างอื่นต่อ แต่แรกๆ เค้ายังไม่เข้าใจ เค้าก็มีร้องนิดหน่อย ก็ปล่อยให้ร้อง แล้วบอกเค้าว่า เดี๋ยวเงียบแล้วค่อยเล่นกันใหม่ ตอนนี้ปล่อยให้ร้องไปให้พอก่อน พอเค้าหยุดเราก็บอกเค้าว่า หม่าม้าไม่ให้เล่น เพราะอันอันตรายอธิบายเค้าไปซ้ำ ๆ แล้วเค้าจะเข้าใจไปเอง หรือไม่ก็ไปเบี่ยงเบนความสนใจเค้าไปทำอย่างอื่น

แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องระบุเหตุผลลงไปทุกครั้ง จะทำให้เค้าเป้นเด็กที่เข้าใจเหตุผล แล้วเค้าจะฟังสิ่งที่แม่พูด แล้วถ้าเราไม่ให้เค้าเล่นอะไร ทุกครั้งเราก็ต้องไม่ให้ ไม่ใช่วันไหนอารมณ์ดี ก็อ๊ะ…ให้เล่นหน่อยก็ได้ อย่างนี้ไม่ดีแน่ เพราะเค้าจะขอเล่นอีกในวันหลัง แล้วจะสับสนด้วยว่าทำไมวันก่อนแม่ยังให้เล่น แล้วทุกคนในบ้านต้องแนวทางเดียวกันหมด ไม่ใช่แม่ไม่ให้เล่น แต่ไปขอพ่อ พ่อบอกให้เล่นได้ อันนี้เด็กสับสนอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะอะไรยังไง คุยกันให้เรียบร้อยก่อน อย่าไปมึนต่อหน้าลูก เดี๋ยวลูกสับสน

หลายๆ คน บ่นว่าลูกงอแง เอาแต่ใจ แต่จริงๆ เด็กเค้าแสดงออกไปตามสิ่งที่เค้าเรียนรู้ผ่านมาในแต่ละวันของชีวิตเค้า

ซึ่่งเค้าจะอาจจะงอแงเพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่ได้ ทำไมแม่อย่างนั้นอย่างนี้ มันอาจจะเกิดมาจากการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ที่ถูกมองข้ามมาเป็นระยะเวลานานก็ได้ เพราะผู้ใหญ่มักจะคิดว่าพูดไปเด็กก็ยังไม่เข้าใจ เด็กขนาดนี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอก เวลาทำอะไรก็เลยไม่ค่อยพูดให้ลูกฟัง จะห้ามอะไรก็ บอกแต่ว่าอันนี้ไม่ให้เล่น หรือบางทีไม่พูดแม้แต่ว่าไม่ให้เลน คือหยิบของออกจากมือเลย เด็กก็จะมองว่า แม่มาแย่งของหนูทำไม ทำไมหนูหยิบอะไรแม่ก็เอาไปตลอด โดยที่ไม่ได้เกิดการเรียนรู้ใดๆ ที่เป็นประโยชน์เลย ไม่ทำให้เด็กรู้ถึงที่มาที่ไป หรือเหตุผล

การที่จะเลี้ยงเด็กให้เติบโตมาเป้นคนที่สุขภาพจิตดี อารมณ์ดี พ่อแม่ต้องเป็นหลักในการเลี้ยงดู เข้าใจพฤติกรรม และอารมณ์ในแต่ละช่วงวัยของเด็ก พยายามเข้าใจเค้าให้มากที่สุด อย่าพยายามจะให้ลูกมาเช้าใจพ่อแม่แต่ฝ่ายเดียว

ลองมองเรื่องต่างๆ จากมุมของเด็กดูว่า เค้ารู้สึกนึกคิดอย่างไร แล้วคนเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างเราจะแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

Recent Entries

Leave a Reply