พัฒนาการดี ? จริงป่ะ !!

น้อง้ตหนาว พัฒนาการดี ? จริงป่ะ !!

หลายวันก่อนมีคนชมน้องต้นหนาวว่า “พัฒนาการดีที่สุดในหมู่บ้าน พูดก็เก่งมาก เป็นเด็กดีด้วย ฯลฯ”

จริงๆ ก็ไม่ชอบการเปรียบเทียบ เพราะเข้าใจดีว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แต่ก็ฟังแล้วแอบดีใจ ไม่รู้ว่าตอนฟังนี่ หน้าจะบานมากมั้ย? 55

ว่างๆ ก็เลยย้อนกลับมานั่งคิด อืม… จะว่าพัฒนาการดี ก็ดีจริงๆ นะ เพราะถ้าเทียบกับตารางพัฒนาการมาตรฐานแล้ว ต้นหนาวมักจะทำอะไรๆ ได้ก่อนถึงวัยที่เค้าระบุไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เด็กที่พัฒนาการเร็วจะเป็นเด็กเรียนเก่งอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจหรอก

แต่ถึงจะเรียนเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากนัก คิดว่าจะให้เค้าเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว โรงเรียนไหนสอนเด็ก เขียน ก. ไก่ ตั้งแต่ อนุบาล 1-3 สัญญาว่าไม่มีวันให้ก้นลูกไปแตะเก้าอี้ รร. แบบนั้นเด็ดขาด…

มานั่งๆ คิดดู ทำไมใครๆ ถึงพูดว่าต้นหนาวพัฒนาการดี ?

ถ้าจะลองสังเกตกันดูดีๆ แล้ว เด็กสมัยนี้พัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยตะหาก (ไม่ได้เหมารวมนะ แต่สังเกตๆ เอา)

จริงๆ เด็กสมัยก่อนฉลาดนะ ได้เล่นของจากธรรมชาติ ได้สัมผัสต้นไม้ ใบหญ้า ได้ลองปลูกต้นไม้ ได้ลองทำอะไรๆ เอง มีคนในบ้านมาคอยเอาใจใส่เล่นด้วย แม่ก็เลี้ยงลูกเอง เพราะไม่ต้องทำงานนอกบ้าน ทำให้มีคนเอาใจใส่ตลอดเวลา มีการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ และได้เห็นพฤติกรรมต่างๆ ซึ่่งนำไปสู่การเลียนแบบ ทั้งท่าทางและคำพูด

แต่ลองมาดูกันว่า สมัยนี้พ่อแม่เลี้ยงลูกยังไง?

ตื่นเช้าต้องไปทำงาน ทิ้งลูกไว้กับญาติผู้ใหญ่ ซึ่งก็อายุมากๆ แล้ว ไม่ค่อยมีเวลามาแอคทีฟอะไรเท่าไหร่
บางทีก็ทิ้งไว้กับคนใช้หรือพี่เลี้ยง แล้วตัวเองออกไปทำงาน พี่เลี้ยงก็ดูทีวี & คุยโทรศัพท์ทั้งวัน
บางคนอาจจะโชคดีหน่อย ที่ได้เลี้ยงลูกเอง แต่ก็กลับพลาดโอกาสทองไป เพราะห่วงแต่ความสุขส่วนตัว ทิ้งลูกให้เล่นกับแต่คนใช้ คนใช้ก็ขี้เกียจสิ แม่มันยังขี้เกียจเลย ใครจะไม่ขี้เกียจ ก็เลยนั่งดูทีวีมันกันทั้งบ้าน แล้ววันๆ ลูกจะได้เล่น ได้เรียนรู็อะไรบ้าง มีแต่การสื่อสารทางเดียวตลอดเวลา

ลองมาดูเครื่องมือช่วยเลี้ยงลูกสมัยนี้บ้าง สารพัดของเล่น ราคาแพงๆ ทั้งนั้น
ไม่ใช่ตัวเองไม่เคยซื้อให้ลูก เคยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่บ้านหอบฟาง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ลูกใครมีอะไร ลูกชั้นมีหมด อันไหนแพงชั้นต้องมี อันไหนดูดีต้องได้ซื้อ แล้วก็เอาไปอวดกัน

แต่ถามตัวเองดูบ้างหรือป่าวว่า… ของเล่นที่ขนซื้อมา มีประโยชน์อะไรบ้า้ง ?
นอกจากเอามาวางทิ้งๆ ให้ลูกแตะอันนั้นที อันนี้ที แล้วก็เบื่อ เพราะไม่มีใครเล่นด้วย
เพราะแม่มัวแต่เอาเวลาไปทำเรื่องส่่วนตัว โดยทิ้งลูกไว้กับของเล่นกองพะเนิน

จากที่เลี้ยงลูกมา 1 ปีครึ่ง(โดยประมาณ) เห็นได้ชัดเลยว่า ของเล่นที่ลูกชอบ ไม่ใช่ของเล่นแพงๆ สีแสงมีแสง อลังการงานสร้าง แพงหูฉี่ !!

คุณแม่ๆ ทั้งหลาย รู้กันบ้างหรือป่าวว่า…

ของเล่นที่เด็กชอบที่สุด คือของเล่นที่มีชีวิต อย่างพ่อกับแม่นี่แหละ

รองลงมาก็คือ ของเล่นที่ออกแบบการเล่นเองได้ เช่น ดินสอสีกับสมุดวาดรูป , การ์ดรูปสัตว์ต่างๆ , หนังสือนิทานดีๆ , ของเล่นไม้ ฯลฯ

ของเล่นที่เคยซื้อมาทุกอย่างชิดซ้ายหมด ถ้าเจอของพวกนี้ เล่นได้นาน และไม่เบื่อง่ายๆ เปลี่ยนรูปแบบการเล่นได้เรื่อยๆ
เชื่อหรือไม่ว่า การ์ดรูปสัตว์ต่างๆ สามารถเล่นได้ตั้งหลายวิธี

เช่น ยกภาพขึ้นมาให้ลูกเรียกชื่อสัตว์

หรือแกล้งเทออกมารวมๆ กัน แล้วพูดชื่อสัตว์ ให้ลูกคุ้ยหา
บางวิธีลูกก็คิดเอง เช่น บอกชื่อสัตว์มา 1 ตัว แล้วให้พ่อกับแม่เป็นคนหา !!

เรื่องพัฒนาการ เป็นเรื่องที่พูดกันไม่มีวันจบ เพราะในเด็กเล็กๆ นั้น สามารถพัฒนาการในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย และไม่มีีวันหยุด

อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับเด็กวัยปฐมวัย ก็คือเรื่องการฝึกวินัย

ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงการฝึกให้เค้ามีวินัย เหมือนทหาร ที่ถึงเวลาต้องทำเป๊ะๆ ตามนาฬิกา

แต่คนเป็นแม่ต้องฝึกให้เค้ารู้จักการรับผิดชอบตัวเอง ถึงเวลาไหนต้องทำอะไร ไม่ใช่เป็นการเข้มงวดกับลูก แต่เป็นการฝึกให้เค้ารู้ตักว่าสิ่งไหนควรทำในเวลาไหน อย่างไร ตามนาฬิกาชีวิต

เช่น ต้องกินข้าว 3 มื้อ ก็ต้องให้กินเป็นเวลา แต่ไม่ใช่ 8 โมงปุ๊บกิน เที่ยงปุ๊บกิน แต่ให้ยึดเวลาเหล่านี้คร่าวๆ ยืดหยุ่นได้ตามจังหวะและโอกาส แต่ไม่ใช่หย่อนยาน เช่น แม่ขี้เกียจ วันนี้ไม่ต้องกินเที่ยงนะ รอบ่ายโมงไปเลย

หรือบางคนกลัวลูกไม่กินข้าว ตามง้อป้อนมันอยู่นั่นแหละ ข้อแนะนำที่ควรทำคือ ไม่กินจริงๆ ให้เก็บเลย และไม่ควรให้เวลาล่วงเลยนานจนเกินไป จนเป็นชั่วโมงๆ ทำให้เด็กไม่รู้จักหน้าที่

การกินอาหารในแต่ละมื้อก็ควรจัดที่นั่งให้เป็นที่เป็นทาง ควรมีที่นั่งกินข้าวสำหรับเด็ก (High Chair) ไม่ใช่พอถึงเวลา อ้าว…ออกไปเดินเล่นกัน เด็กก็วิ่งไปๆๆ แม่ก็ตามป้อนๆๆๆ อย่างนี้เด็กไม่รู้จักหน้าที่ เป็นการปลูกฝังนิสัยที่ไม่ดีให้เค้า และทำให้อนาคตมีปัญหาในการกินข้าวมากขึ้น

อีกเรื่อง คือเวลานั่งรถออกนอกบ้าน ต้องให้นั่งคาร์ซีททุกครั้ง!!

เดี๋ยวนี้น้องต้นหนาวขึ้นรถปุ๊บ ตะกายขึ้นคาร์ซีทตัวเองปั๊บ ไม่ต้องให้บอก ถ้าเราทำอะไรให้เป็นกิจวัตรแล้ว สิ่งนั้นมันจะเหมือนเป็น default ที่เค้าจะต้องปฏิบัติตามทุกครั้ง โดยไม่รู้สึกว่าลำบาก หรืออึดอัด

เคยมีคนพูดใสเราเหมือนกันว่า “ลูกยอมนั่งด้วยหรอ”  แต่น้ำเสียงไม่ใช่แนวคำถาม ออกแนวเสียดสีซะมากกว่า

ก็ตอบไปแค่ว่ายอม แต่ก็แอบคิดนะว่า ทำไมไม่ถามว่า “ทำยังไงให้ลูกยอมนั่ง มีวิธีฝึกยังไง” จะมีประโยชน์มากว่ามากมาย

ของพวกนี้ ไม่ใช่เป็นของฟุ่มเฟือย ของที่ซื้อตามๆ กันตามกระแส แต่เป็นของพี่มีประโยชน์ และพ่อแม่ควรใส่ใจ ในการฝึกลูก

โต๊ะกินข้าวซื้อมาถ้าไม่นั่ง ก็ไม่สามารถทำให้ลูกกินข้าวเก่งได้

คาร์ซีทมีติดรถไว้เหมือนยันต์กันชน แต่ไม่สอนให้ลูกนั่ง เวลาเกิดอุบัติเหตุไม่มีใครช่วยได้ เพราะพ่อแม่ไม่ใส่ใจเอง จะโทษใครได้

ไม่รู้จะขอมากไปหรือป่าว?

อยากให้พ่อแม่ทุกคนที่มีลูกแล้ว หันมาใส่ใจกับลูกของตัวเองมากๆ ไม่ใช่คิดเพียงแค่ว่า…เลี้ยงๆ ไป ใครเลี้ยงก็ได้ เด็กยังเล็กไม่รู้เรื่องหรอก เดี๋ยวโตขึ้นค่อยเอาไปเข้า รร. แพงๆ ก็เรียนเก่งเองแหละ ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดที่ผิดมหันต์

เพราะในวัยเด็กเล็กคือ “วัยทองแท้” ที่จะสอน จะสรา้งสิ่งแแวดล้อมดีๆ ให้เด็กซึมซับจากคนเลี้ยงอย่างไรก็ได้ ง่าย และติดตัวกันไปจนโต

หากเวลานี้ล่วงเลยออกไปเท่าไหร่ เด็กก็ยิ่งขาดโอกาสมากขึ้นเท่านั้น เพราะสมอง และใยประสาทสร้างได้ดีในขวบปีแรกๆ เท่านั้น
หากพ่อแม่คนไหนยังไม่เคยได้อ่านหนังสือชื่อ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว”  ขอร้องว่าให้ไปหามาอ่าน (หนังสือดี และราคาถูกมาก)

หากใครอ่านแล้ว แต่เลี้ยงลูกไปวันๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก ขอร้องเหมือนกันว่า ช่วยไปอ่านอีกรอบ แล้วช่วยคิดตามด้วย

ที่ขอทั้งหมดนี้ไม่ได้หวังดีอะไรหรอกค่ะ แต่มันเป้นความเห็นแก่ตัว ที่อยากให้ลูกเราได้อยู่ และเติบโตขึ้นมา ในสังคมที่ดีๆ ก็เท่านั้นเอง

Recent Entries

Leave a Reply