บ่นความ : เลี้ยงลูกให้ได้ดั่งใจและการฝึกวินัยในเด็ก

คำพูดที่มักได้ยินบ่อยๆ เวลาใีครเจอน้องต้นหนาวก็คือ …

“ดูท่าทางเป็นเด็กเลี้ยงง่ายเนอะ”, “โชคดีจังเลยมีลูกเลี้ยงง่าย กินข้าวก็เก่ง” ฯลฯ

ก็จะตอบเค้ากลับไปว่า “เลี้ยงง่ายค้าบ”, “เค้ากินข้าวเก่งค่ะ” ก็ตอบกันไปตามคำถามต่างๆๆ

บางทีก็เบื่อจะตอบเหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การที่เด็กจะอารมณ์ดี เป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย กินข้าวเก่ง ฯลฯ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยโชคชะตา หรือต้องอาศัยความโชคดีของคนเป็นพ่อเป็นแม่เป็นทุนเดิม

ถ้าไม่ได้มีลูกเองก็คงไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่บางทีก็ออกจะสงสัยว่า คนที่มีลูกแล้วเค้าไม่เข้าใจกันหรอ ว่า… สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากการเลี้ยงดูเกือบ 100% ไม่ได้เกิดมาจากโชคชะตา หรือบุญทำกรรมแต่ง!!

ถ้านึกย้อนกลับไปตอนแรกเกิดนั้น ต้นหนาวไม่มีวี่แววของเด็กเลี้ยงง่ายเลย ยังแอบคิดในใจเลยว่า ลูกจะนิสัยเหมือนแม่หรือป่าวหว่าาา… 55
เพราะหลังจากเกิดได้ประมาณ 3 วัน จากเด็กที่เวลาร้อง จะร้องแอะๆๆ แงๆๆ เหมือนเด็กแรกเกิดทั่วไป ต้นหนาวร้องแบบนั้นได้ซัก2 วัน แล้วหลังจากนั้น ไม่เคยรู้จักการร้องธรรมดาอีกเลย…

เวลาร้อง ไม่ว่าจะต้องการอะไรก็แล้วแต่ จะหิว จะอยากให้อุ้ม จะอยากให้กอด ง่วงนอน ฯลฯ จะร้องกลั้นอย่างเดียววววว
ถ้าใครไม่เคยรู้จักกับการร้องกลั้น ขอบอกว่าเห็นครั้งแรกจะตกใจมาก เพราะเค้าจะร้องแบบไม่มีเสียง อ้าปากค้าง มือกับเท้ายกชูขึ้น ตัวแดงแจ๋ แล้วตัวแข็งไป เห็นครั้งแรกแทบช็อค!! เพราะนึกว่าลูกจะหยุดหายใจ

แต่หลังจากปรึกษาคุณหมอแล้ว ถึงได้รู้ว่า อาการแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้ผิดปกติอะไร แต่เป็นสไตล์การร้องของเด็กแต่ละคน (แต่ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยเจอเด็กคนไหนเป็นแบบนี้ ก็เท่านั้นเอง) เด็กจะเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิด และจะหายไปเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ
การร้องกลั้น สามารถทำให้หายได้ โดยการตอบสนองที่ถูกต้องของแม่ หลังจากผ่านไป 1-2 เดือน ต้นหนาวก็เลิกร้องกลั้นในที่สุด

ถ้าก่อนหน้านี้ แม่ถอดใจ ยัดเยียดคำว่า “เด็กเลี้ยงยาก” เข้าไปในหัวลูก วันนี้ลูกคงไม่เป็นแบบนี้แน่นอน
————————————————————————————————————

ถ้อยคำที่มักจะได้ยินจากปากพ่อแม่ของเด็กส่วนใหญ่(ลองถามตัวเองดูว่าเป็นไหม?)
มักจะเป็นคำพูดด้านลบ เช่น เด็กคนนี้หรอ…ดื้อมาก/พูดอะไรไม่ฟัง/ซนมาก/ไม่เหมือนเด็กคนอื่นเค้าหรอก/กินข้าวยากมากกกก/ช่างเลือก/ชอบแกล้งน้อง ฯลฯ
สารพัดคำพูดด้านลบ ที่พูดให้เด็กฟังทุกวันๆ จะยิ่งตอกย้ำเข้าไปในจิตใจของเด็กเหล่านั้น ให้ซึมซับไปเองว่า ฉันเป็นเด็กไม่ดี/ฉันดื้อ/ฉันซน/ฉันไม่ชอบกินข้าว ฯลฯ

ตามหลักของจิตวิทยาเด็กแล้วนั้น ถ้าอยากให้ลูกเป็นอย่างไร เราต้องให้คะแนนบวกกัับพฤติกรรมที่เราชอบ เช่น

- เวลาลูกเล่นของเล่นแล้วเก็บ เราต้องชมจากใจ พร้อมทั้งระบุคำพูดอธิบายลงไปด้วย นอกจากคำชม เช่น “เก่งจังเลย เล่นแล้วเก็บของเล่นเรียบร้อยเลย”
- ถ้าลูกแบ่งหนังสือ หรือของเล่นให้เพื่อน ก็ให้บอก เช่น “โอโห ใจดีจังเลย แบ่งของเล่นให้เพื่อนเล่นด้วยกัน”
- พยายามพูดถึงเค้าในแง่ดีๆ ให้เค้าได้ยิน เช่น เล่าให้พ่อเค้าฟังว่า “รู้มั้ยว่าวันนี้ลูกกินข้าวเก่งขนาดไหน กินหมดถ้วยเท่านี้แน่ะ เยอะมากๆ เลย” หรือ “ลูกนี่น่ารักจังเลยนะ ช่วยหม่าม้าได้เยอะเลย ปาป๊ารู้ไหม กินข้าวเสร็จต้องช่วยหม่าม้าเก็บจานทุกครั้งเลย”
ฯลฯ

* เหล่านี้เป็นการให้คะแนนเชิงบวก กับพฤติกรรมที่เราชอบ หรือเป็นพฤติกรรมด้านดี เด็กจะรู้สึกดี เพราะทำแล้วได้รับคำชมหรือได้รับความสนใจ

ในขณะเดีียวกัน พฤติกรรมไหนที่เราไม่ชอบ หรือเป้นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เราต้องให้คะแนนลบ คือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น อย่าไปให้ความสนใจ เพราะจะทำให้เด็กเข้าใจผิดได้ ว่าเป็นพฤติกรรมพึงประสงค์ เช่น

- ถ้าลูกร้องอยากได้ของ ให้ทำเฉยไม่สนใจ เค้าจะเรียนรู้ไปเองว่า ทำไปแม่ก็ไม่สนใจ เดี๋ยวก็เลอกทำไปเอง
- แต่ถ้าลูกไปตีเพื่อน หรือจะเล่นของที่มีอันตราย ให้จับออกมา แล้วบอกให้เข้าใจว่า เล่นไม่ได้ มันอันตราย ในครั้งแรกเค้าจะยังไม่เข้าใจ ให้ทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เค้าจะเรียนรู้ไปเองว่า ทำไม่ได้
* สิ่งต้องห้าม ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรกระทำ ต่อพฤติกรรมด้านลบของเด็กก็คือ “การแสดงอาการหัวเราะชอบใจของผู้ใหญ่” เพราะเด็กจะคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี ผู้ใหญ่ชอบ เป็นพฤติกรรมที่ควรกระทำอีก เช่น เวลาเด็กไปตีเพื่อน ผู้ใหญ่บางคนจะชอบหัวแล้วพูดว่า “เห็นมั้ยๆ เด็กคนนี้ไม่กลัวใคร” แบบนี้เท่ากับเป็นการให้คะแนนบวกกับพฤติกรรมด้านลบของเด็ก ถ้าทำซ้ำๆ เด็กจะติดเป็นนิสัยได้

สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องของการฝึกวินัยในเด็ก แบบเป็นธรรมชาต

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปเองว่า การฝึกวินัยจะต้องทำผ่านการดุ, ตี หรือลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เด็กเชื่อฟัง, กลัวเกรง หรือหลาบจำ
แต่จากการศึกษาด้านพฤติกรรมของเด็ก ได้พบว่า การลงโทษเด็กนั้นไม่ได้ให้ผลดีแต่อย่างใด แต่กลับทำร้ายทั้งร่างกายและสภาพจิตใจของเด็ก และมีแนวโน้มที่เด็ก จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่อ่อนแอกว่าในอนาคตด้วย

ความคิดที่ว่า “ฉันสามารถเลี้ยงลูกได้ดีแน่ เพราะฉันเป็นคนดุ”, “เด็กดื้อต้องโดนลงโทษซะบ้าง ไม่อย่างงั้นจะเสียเด็ก”, “ไม่ตีซะบ้าง ต่อไปจะเอาไม่อยู่”
ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ถูกหรือไม่?

ออกจะรู้สึกหงุดหงิดใจทุกครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ ไม่เข้าใจว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คิดเรื่องการลงโทษลูกแบบรุนแรงขึ้นมาได้อย่างไร การลงโทษเด็กๆ ที่ไร้ทางสู้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหน?

แต่ตอนนี้มันผ่านมา พ.ศ. ไหนแล้ว ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการเลี้ยงดูลูกกันบ้างเลยหรือ?

อุตส่าห์มีลูกแล้ว ไม่คิดจะศึกษาวิธีการเลี้ยงลูกที่มีประสิทธิภาพกันบ้างเลยหรือ?

โดยส่วนตัวแล้ว ตลอดเวลาที่ เลี้ยงลูกมาไม่เคยลงไม้ลงมือกับลูกเลย แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเค้าจะเป็นเด็กดื้อ หรือเสียเด็กแต่อย่างใด
เคยได้ยินบางคนพูดเหมือนกันว่า “ลูกเชื่อฟังแม่ขนาดนี้ ท่าทางแม่จะดุ”
แต่ในขณะเดียวกัน บางคนก็บอกว่า “ทำไมใจดีจัง เคยตีลูกบ้างมั้ยเนี่ย?”

ในคนคนเดียวกัน ยังสามารถถูกมองได้หลายมุม เพราะเกิดจากพื้นฐานของมุมมองของแต่ละคนด้วย

รู้หรือไม่ว่า… “เราสามารถทำให้ลูกฟังสิ่งที่แม่พูดได้ เพียงแค่แม่ยอมฟังสิ่งที่เค้าพูดเท่านั้นเอง”
และ “ถ้าอยากเป็นแม่ที่รักของลูก ไม่จำเป็นต้องตามใจในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล แต่ทำทุกเรื่องให้เป็นเรื่องปกติ อะไรได้ อะไรไม่ได้ ต้องชัดเจน”

ทุกสิ่งทุกอย่าง คือการฝึกวินัยในเด็ก แบบไม่ฝืนใจ และมีประสิทธิภาพสูง…
————————————————————————————————————
ถ้าจะถามว่าการฝึกวินัยในเด็กอย่างไร ให้ได้ผลดีที่สุด ?

คงต้องบอกว่า ฝึกได้เลย ฝึกเร็วที่สุดจะได้ผลดีที่สุด และควรฝึกในวัย 3 ขวบแรก จะได้ผลดีที่สุด และฝึกง่ายที่สุดด้วย

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าการฝึกวินัยควรทำเมื่อเด็กโตแล้ว คุยกันรู้เรื่องแล้ว ค่อยมาบอกมาสอนกัน ว่าในสถานการณ์ไหนควรทำอย่างไร
ซึ่่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่เคยมีลูกทุกคน คงจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า… “ฝึกลูกเมื่อโตแล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก”
เพราะแค่บอกให้เด็กทำอะไรซักอย่างตามคำสั่ง โดยที่เค้าไม่อยากทำ…ยังยากเลย

จากการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กจากหนังสือต่างๆ พบว่า … “การฝึกวินัยที่ดีที่สุด ควรฝึกตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ”

โดยทั่วไปแล้วนั้น เรามักจะเข้าใจเรื่องการฝึกวินัย ไปในแนวทางของการถูกบังคับ ขู่เข็ญ ฝืนใจทำ

แต่สำหรับการฝึกวินัยในเด็กที่มีประสิทธิภาพ ผู้เชียวชาญไม่เคยแนะนำให้ใช้วิธีแบบนั้น!!

วิธีที่ถูกต้องก็คือ การสร้างสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับเด็ก
เพราะอย่าลืมว่า “เด็กนั้นคือผ้าขาว” เค้าไม่รู้หรอกว่า ในโลกใบนี้มีอะไรอยู่บ้าง และไม่มีทางรู้จักอะไรที่ผู้ใหญ่ไม่ได้บอก ไม่ได้สอน ไม่ได้ทำตัวอย่างให้ดูอย่างแน่นอน

ถ้าอยากให้เด็กทำอะไร ในเรื่องไหนยังไง ต้องสอนผ่านการกระทำ โดยอาศัยความอยากรู้อยากเห็นของเด็กแต่ละช่วงวัย

เช่น

- พอเด็กอายุประมาณ 1 ขวบ เค้าจะอยากกินข้าวด้วยตัวเอง ถ้าไม่เปิดโอกาสให้เค้าทำ เค้าจะไม่อยากทำอีกนานเลย จนกว่าเค้าจะกลับมาอยากทำอีกครั้งนึง ซึ่งถ้าเราไปฝึกเค้าในช่วงที่เค้าไม่อยากทำแล้วจะฝึกยากมากกก

- ในวัยที่เด็กเริ่มอาหารเสริมควรให้กินเป็นที่ ไม่เปิดทีวี รบกวนสมาธิการกิน ไม่ต้องปล่อยเด็กไปวิ่ง แล้วตามป้อน เพราะจะทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
การให้เด็กนั้งกินเป็นที่ และมีส่วนร่วมในการกินด้วยตัวเอง จะเป็นการสอนเค้าว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเค้าเอง ไม่ใช่หน้าที่ของแม่ต้องมาเดือดร้อนว่าเค้าจะกินหรือไม่กิน ถ้าไม่กินก็เก็บไปเลย ไม่ต้องให้กินนมแทน เค้าจะหิว ในที่สุดก็จะรู้ว่าครั้งต่อไปต้องกิน โดยไม่ต้องใช้การลงไทษ หรือทำร้ายจิตใจ

- พอถึงวัยนึง เค้าจะเรียนรู็ได้ว่า อะไรเล่นได้ ไม่ได้ อันไหนอันตราย แม่ไม่ให้เล่น สอนเค้าได้โดยการจัดพื้นที่ ให้ไม่เป็นอันตราย หรือหากเค้าไปเจอและจะเล่นสิ่งของที่เป็นอันตราย ให้จับเค้าออกหลายๆ ครั้ง เค้าก็จะเลิกทำไปเอง เช่นถ้าลูกชอบปีนโซฟา ไม่อยากให้ปีนเพราะกลัวตก ก็ไม่ต้องไปตีมือตีขาเค้า ให้จับเค้าออก หลายๆ ครั้ง เค้าก็จะเรียนรู้ไปเองว่าแม่ไม่ให้ทำ อยาไปให้ท้ายด้วยการหัวเราะ หรือพูดให้เค้าฟังว่า เด็กต้องซนแบบนี้ถึงจะฉลาด เพราะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เรื่องการเลี้ยงลูก มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ทักษะง่ายๆ ในการจัดการคือพยายามเข้าในตัวเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนพื้นฐานอารมณ์แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว หลักจิตวิทยาเด็กสามารถใช้ได้ทั่วไป และเกิดประโยชน์แน่นอน
โดยให้ยึดหลักการตอบสนองต่อพฤติกรรมพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ให้ถูกต้อง ก็จะสามารถลบพฤติกรรมไม่ดีออกไปได้ และสามารถส่งเสริมให้พฤติกรรมดีๆ อยู่คงทนจนกลายเป็นนิสัยของเด็กได้

ถ้าใครยังไม่เคยใช้วิธีแบบนี้กับลูก อาจจะใช้ไม่ได้ผลในตอนแรกๆ เพราะลูกคุ้นเคยกับการลงโทษไปซะแล้ว อาจจะทำให้ดูเหมือนลูกดื้อมากขึ้น เพราะไม่โดนลงโทษ แต่คนเป็นพ่อแม่ต้องหนักแน่นในการแก้ไขพฤติกรรม เพราะทั้งหมดเกิดจากการจัดการที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นที่ต้องเปิดใจยอมรับให้ได้เสียก่อน
ถ้าทำได้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้บอกวา ทำแล้วลูกจะไม่ดื้อเลย หรือจะเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง ... “เพราะมันเป็นไปไม่ได้”

แต่จะสามารถช่วยแก้ไชปัญหาลูกพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้ พ่อแม่จะเข้าใจลูกมากขึ้น บรรยากาศในครอบครัวดีขึ้นได้

ถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติม ลองหาหนังสือมาอ่านดูได้ค่ะ หนังสือขื่อ “พูดกับลูกอย่างไร ให้เขาเชื่อฟังและไม่ต่อต้านเรา ฟังลูกพูดอย่างไร ให้เขาไว้ใจไม่ปิดบังเรา”

พูดกับลูกอย่างไร ให้เขาเชื่อฟังและไม่ต่อต้านเรา ฟังลูกพูดอย่างไร ให้เขาไว้ใจไม่ปิดบังเรา

Recent Entries

Leave a Reply