บ่นความ : สอนลูกเล็กในเรื่องต่างๆ ยังไงดี?

ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญพิเศษแต่อย่างใด แต่พอดีว่ามีหลายๆ คนสนใจและถามมาก็เลยคิดว่าน่าจะเอามาแชร์กันหน่อยจะดีกว่า

ทัศนคติต่อเรื่องการเลี้ยงลูกที่เรามักแสดงออกอยู่ตลอดเวลาก็คือ เด็กจะเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงดู กรรมพันธุ์ มีผลน้อยมากๆ เรื่องบุญทำกรรมแต่ง สำหรับเราไม่มีผลใดๆ และไม่เชื่อด้วยและแทบทุกครั้งที่เขียนบ่นความ ก็จะบอกเสมอว่า … พ่อแม่ทุกคน ควรจะศึกษาและมีความรู้ด้านจิตวิทยาเด็ก เพราะจะทำให้ชีวิตประจำวันระหว่างแม่-ลูก เป็นไปอย่างราบรื่น  ในเมื่อมีปัญญามีลูกแล้ว ก็ควรใช้ปัญญาหาความรู้ใส่ตัวด้วย ไม่ใช่เลี้ยงให้ผ่านไปวันๆ กินอิ่มนอนหลับตามมีตามเกิด

ประกอบกับกำลังง่วนหาข้อมูล รร. ให้ลูก แล้วมันไม่ถูกใจซักที เลยมีแนวคิดที่ว่า เอาไงดี หรือว่าจะโฮมสคูลไปซะเลย แต่ก่อนจะตัดสินใจก็ต้องหาข้อมูลให้มากที่สุด

พอไปหาข้อมูลก็เลยเจอคนนึง เค้าพูดเรื่องการทำโฮมสคูล แต่ลูกเค้ายังเล็กอยู่ เค้าก็เลยพูดถึงการสอนลูกเล็กๆ ให้มีพัฒนาการที่ดี อ่านๆ ดูก็เลยปิ๊งว่า “เค้าสอนเหมือนเราเลยนี่ ลูกเค้าก็อายุพอๆ กับลูกเรา รู้เรื่องมาก แล้วก็ทำได้หลายอย่างเหมือนกันเลย”

แต่สำหรับเรา เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นการโฮมสคูลหรืออย่างไร คิดว่าเค้าก็คงคิดเหมือนกัน แต่ใช้คำพูดให้ง่ายๆ เพราะคนมักจะคุ้นเคยกับคำว่าโฮมสคูลอยู่แล้ว

มาเริ่มกันเลยดีกว่า… เอาเป็นข้อๆ เท่าที่นึกได้ ว่าตอนอยู่กับลูกทำอะไรบ้าง หรือสอนอะไรบ้าง เอา basic ก่อนละกัน เช่น ทำอะไรยังไงบ้าง ปูพื้นกันตั้งแต่แรกเกิดเลย

1. เป็นแบบอย่างให้กับลูกในทุกๆ เรื่อง ในเรื่องไหนที่รู้ตัวว่าทำไม่ดีอยู่ ก็พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น -- อยากให้ลูกเป็นอย่างไร ให้ทำแบบนั้นให้เค้าเห็น

2. อยู่กับลูกห้ามดูทีวี จนกว่าลูกจะอายุเกิน 2 ขวบ และพูดสื่อสารได้รู้เรื่องจริงจัง สื่อสารกับคนอื่นนอกจากคนนอกครอบครัวได้เป็นประโยคที่ชัดเจน และมีความหมาย แต่ถ้าอายุครบ 2 ขวบ แต่สื่อสารได้น้อย ไม่ควรให้ดูเด็ดทีวีขาด ห้ามหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง พ่อแม่ต้องเลิกติดทีวีเด็ดขาด (ปัจจุบันลูก 2 ขวบ 4 เืดือนกว่า เรายังไม่ให้ดูทีวีค่ะ เพราะมันไม่จำเป็น แล้วเราก็ไม่ติดทีวีด้วย)

3. ถ้าจะให้ลูกดูทีวี ควรเป็นรายการที่ดี มีประโยชน์กับเด็ก ไม่มีสิ่งที่รุนแรง หยาบคาย หรือมีอะไรที่ไม่เหมาะกับวัย และใช้เวลาสั้นๆ เท่านั้น

4. พยายามเปิดเพลงให้ลูกฟัง ไทย-อังกฤษ-อิสราเอล ฯลฯ ได้หมด โมสาร์ท บีโทเฟ่น ขนเอามา ขอให้เหมาะกับวัยเด็ก มีเสียงที่ฟังสบาย มีเนื้อร้องที่เหมาะกับวัย เปิดให้เค้าฟัง แล้ววันนึงจะประหลาดใจ ที่อยู่ดีๆ ลูกร้องเพลงได้พร้อมกันเป็นโหลๆ โดยที่แม่ไม่ได้สอน (เค้าบอกว่าการฟังวิทยุ เป็นการสื่อสารที่เด็กได้นำไปคิดจินตนาการต่อ ไม่เหมือนสื่อประเภททีวี) และห้ามเด็ดขาด ที่จะเปิดเพลงอกหัก รักคุด ชั้นรักผัวเขา เมียพี่มีชู้ เพลงรักๆ ใคร่ๆ  ของผู้ใหญ่ เลิกทำตามใจตัวเอง หันมาใส่ใจสิ่งที่กรอกหูลูกอยู่ทุกวันกันดีกว่า

5. สอนเรื่องต่างๆ จากความสนใจของเด็ก เช่น ผัก ผลไม้ สัตว์ต่างๆ  ฯลฯ อย่ายัดเยียด อย่าบังคับ เอ้าถึงเวลานี้แม่อยากจะสอนไอนี่ มา มานั่งฟังเดี๋ยวนี้ แบบนี้ไม่ได้ผล

6. สอนลูกได้ทุกเรื่อง IQ EQ MQ NQ และสารพัด Q- อ่านนิทานให้ฟัง แม้จะเป็นเพียงเล่มเดียว หรือไม่กี่เล่ม ก็ได้อะไรมากกว่าที่คิด ลูกจะซึมซับนิสัยที่ดีของตัวละครในเรื่อง และเรียนรู้ว่านิสัยแบบไหนที่ไม่พึงกระทำ ระหว่างแม่เล่านิทาน ลูกก็จะสังเกตภาพไปด้วย ลูกจะเริ่มรู้ว่า…นี่คือเต่านะ นี่คือกระต่าย พระอาทิตย์ พระจันทร์ ต้นไม้ ฯลฯ เค้าจะพัฒนารอบด้านอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งที่ลูกเราชอบมาก(จริงๆ ชอบหลายเรื่อง) คือเรื่องคุณฟองนักแปรงฟัน ถ้าผู้ใหญ่อย่างเรามองคร่าวๆ จะคิดว่าเป็นการสอนลูกเรื่องแปรงฟัน แต่จริงๆ แล้วเค้าสอนมากกว่านั้น คือสอนให้มีน้ำใจต่อผู้อื่น โดยไม่ต้องบอกเลยว่าการมีน้ำใจต่อผู้อื่นเป็นยังไง แต่สอนผ่านตัวละครคุณฟองที่ตื่่นแต่เช้าไปแปรงฟันให้สัตว์ต่างๆ นี่แหละคือการสอนเรื่องการมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่ต้องยัดเยียด

7. บัตรภาพรูปหมวดต่างๆ ขนเอามาใช้ สัตว์ ผัก ผลไม้ หรือหนังสือภาพ My First Words ในเด็กเล็กๆ มีประโยชน์มากกว่าการที่เด็กจะจดจำรูปร่างสิ่งของอย่างเดียว เค้าจะเรียนรู้ความแตกต่างของสีได้ด้วย พออายุซัก 1 ขวบกว่าๆ ลูกจะแยกสีออกได้หมดทุกสี (ลองมาแล้ว)
ที่บ้านจะมีบัตรภาพหลายชุด อันนี้เป็นหนึ่งในบัตรภาพที่เคยถ่ายรูปไว้ ถ้าใครยังไม่เคยซื้อ แนะนำให้ซื้อแบบที่ถ่ายจากของจริงจะดีกว่าแบบภาพวาดค่ะ

8. ABC กขค ไม่จำเป็นต้องไปเร่งเค้า ถ้าเค้าไม่สนใจก็ปล่อยผ่าน เด็กที่รู้ ABC ก-ฮ ไม่ได้แปลว่าเค้าฉลาดกว่าปกติ แต่ถ้าเค้าสนใจ(โดยปกติเด็กจะสนใจอยู๋แล้ว) ก็สอนเค้าได้เลย แต่ให้เป็นแบบสนุกๆ สอนให้ตรงกับความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เมื่อไหร่ที่เค้าสนใจแล้วถามว่าอันนี้อะไร เมื่อนั้น เค้าจะเรียนรู้ได้ดี และเร็ว

9. พยายามหากิจกรรมให้เค้าทำหลายๆ แนว เช่น ดนตรี ศิลปะ ออกกำลัง เพื่อให้เค้าพัฒนาครบทุกด้าน อย่าไปเน้นแต่จะให้ลูกต้องอ่านออกเขียนได้อย่างเดียว ไม่มีประโยชน์

10. นมแม่เท่านั้น คำตอบสุดท้าย…(ถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องทำ 5555)

11. เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งแต่คนมักมองข้ามก็คือ “อาหาร” อาหารต้องเหมาะกับวัยเท่านั้น เพราะอาหารส่วนหนึ่งที่เด็กรับเข้าไป นำไปพัฒนาสมอง เพราะเด็กใน 3 ขวบแรกสมองจะพัฒนาเร็วมาก หากอาหารไม่เหมาะสม พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเึค้าจะดรอปกว่าที่ควรจะเป็น เหมือนคอมฯ นั่นแหละ เครื่องแรง ลงโปรแกรมหนักๆก็ผ่านฉลุย

12. อาหารที่ให้ลูก(ทุกมื้อ) ถ้าเป็นไปได้ ให้ทำเอง เพราะสะอาด สดใหม่ ไร้สารปรุงแต่ง คุณภาพดี

13. ต้องพาลูกออกนอกบ้านทุกวัน ให้ได้สูดอากาศบริสุทธ์ และลดความเครียดสะสม เด็กจะได้ผ่อนคลายผ่านการออกกำลังนอกบ้าน

14. หนังสือนิทาน มีติดบ้านไว้ ใกล้มือลูก ให้ลูกมีมุมหนังสือของเค้า เดินไปหยิบมาเปิดอ่าน เปิดดูได้ยามต้องการ

15. สอนลูกให้รู้จักการรอคอย เช่น เวลาทำกับข้าว(เราเลี้ยงลูกเองคนเดียวตอนกลางวัน) สอนให้เค้ารู้จักรอคอยเป็นระยะสั้นๆ เพิ่มเวลาที่นานขึ้นตามวัย หมั่นเดินกลับมาดความปลอดภัยของลูกด้วย ถ้าลูกเรียกให้ขานตอบแล้วบอกว่าแม่ทำอะไรอยู่ ให้รอ ฯลฯ

16. อย่าปล่อยลูกทิ้งไว้ลำพัง ในที่ที่ไม่ปลอดภัย เช่นเด็กที่ยังลงจากที่สูงไม่เป็น ห้ามทิ้งไว้บนโซฟา บนเตียง ฯลฯ

17. อะไรที่เป็นพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ให้ดึงเค้าออกมา แล้วค่อยๆ อธิบายให้เค้าฟัง เด็กเล็กๆ ให้ใช้คำพูดสั้นๆ กระชับ เข้าใจง่าย แรกๆ เค้าอาจจะยังไม่เข้าใจ ให้ทำซ้ำๆ จนเค้าเรียนรู้ไปเองว่าสิ่งไหนทำได้ ไม่ได้อย่างไร

18. นิทานเริ่มอ่านได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเด็กเล็กเค้าอาจจะฟังออกหรือไม่ออก แต่เค้าดูภาพได้แล้ว สำหรับเรา เราเริ่มอ่านให้ลูกฟัง ตั้งแต่ลูกอายุได้ประมาณ 1 สัปดาห์

19. แนวทางการเลี้ยงดู ควรไปในแนวทางเดียวกัน ถ้ามีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านให้ทำการตกลงกันให้เข้าใจก่อน ห้ามสปอยเด็กเด็ดขาด

20. พ่อแม่ไม่ตามใจลูกแบบไม่มีเหตุผล เช่น ได้ตามที่ต้องการทุกครั้งที่กรีดร้องโวยวาย และต้องดูเหตุผล ไม่ทำตามอารมณ์ของตัวเอง เช่น ทำไม่ถูกต้องในเรื่องเดียวกัน แต่วันนี้อารมณ์ดี หรือไม่อยากให้ลูกเสียใจก็ปล่อยผ่าน วันต่อมาอารมณ์เสียก็ตีลูก ดุลูก แบบนี้ไม่ถูกต้อง จะทำให้เด็กเครียด เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการล่วงหน้าใด้ ควรทำอะไรให้เป็นแพทเทิน เด็กจะได้ทำตัวได้ถูก และไม่เครียด

21. โกรธแค่ไหนก็ห้ามใช้กำลังลงมือกับลูกเด็ดขาด แต่ถ้าพฤติกรรมไหนไม่เหมาะสมให้ Ignore เค้า ทำบ่อยๆ เค้าจะรู้ไปเอง เพราะพยายามมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

——————————————————————————

สอนเรื่องสัตว์, สิ่งของ, ผลไม้อย่างไร?
เราสอนโดยการแปะโปสเตอร์ไว้ตามจุดที่ลูกสังเกตเห็นได้บ่อยๆ โดยพื้นฐานเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว หาภาพที่มีสีสันสดใสมากระตุ้นให้เค้ามองตั้งแต่เล็กๆ แล้วระหว่างวันเราก็อุ้มเค้าไปดู แล้วก็บอกว่าอันนี้ แอปเปิ้ล ส้ม ฯลฯ อันนี้ หมา หมี ฯลฯ

แรกๆ เด็กแทบทุกคน จะรู้จักหมา เห็นแมวก็เรียกหมา หมีก็เรียกหมา พอซักระยะเค้าจะแยกความแตกต่างได้ ทำให้เพลินๆ ไป สนุกๆ

มองจากดูโปสเตอร์แล้ว เราก็พาไปดูของจริง เช่น ผลไม้ในตู้เย็น เวลาเดินเล่นเจอหมา แมว นก ก็บอก บอกหมดทุกอย่าง

สอนสีอย่างไร?

สอนผ่านหนังสือ My First Words
สอนผ่านนิทานเรื่อง “หนูนักระบายสี”

และืืเรื่อง “Brown Bear” by Eric Carle
ในเรื่องจะเล่าว่า Brown bear Brown bear… What do you see?
อีกหน้านึงจะบอกว่า I see a red bird loojing at me.
แล้วก็จะถามต่อว่า Red bird Red bird… What do you see?

เรียงไปเรื่อยๆ เด็กก็จะได้สังเกตเรื่องสีไปด้วย เล่มนี้เป็นหนังสือที่ง่ายๆ สำหรับเด็ก

สอน ABCs-abcs อย่างไร?
โดยการอ่านนิทานให้ฟังบ่อยๆ ตั้งแต่เล็กๆ ให้เค้าคุ้นเคยกับตัวอักษร จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจสอนตั้งแต่แรก เพราะคิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็น เด็กๆ สามารถเรียนทันกันได้ แต่ลูกชอบก็เลยสอนซักหน่อย แต่ผลกลับดีอย่างไม่น่าเชื่อ
แรกๆ จะติดโปสเตอร์ไว้ ตรงที่เค้าเห็นบ่อยๆ ระหว่างนั้นก็หาเพลงเด็กที่เป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ มาเปิดให้ฟัง พวก ABCs , Bla bla black sheep, etc เค้าฟังบ่อยๆ เค้าก็จะจำได้ ร้องได้

กลับมาที่ภาพ จะไม่ได้สอนไม่ได้บอกตัวนี้ ABC แต่จะเอารูปภาพในนั้นมาสอนมากกว่าเช่น APPLE, BALL, DUCK, ZEBRA คือโดยธรรมชาติของเด็กเค้าจะชอบพวกสัตว์ เราก็จะสอนเค้า แต่จะไม่สอนแบบว่า ดี ด๊อก หมา / อี เอ้ก ไข่ อะไรแบบนี้ไม่เอา ไม่มีประโยชน์ เราจะไม่สอนแบบแปล

พอเค้าคุ้นเคยกับรูปภาพ เค้าจะเริ่มชี้ไปที่ตัว A -- Z บ้าง แล้วถามว่าอันนี้อะไรครับ?
เมื่อไหร่ที่ลูกถามแบบสนใจคือสัญญาณว่าเริ่มได้ ก็ค่อยๆ สอนเค้า เด็กเค้าจะจำเป็นภาพ ไม่ต้องไปอธิบายมากความว่า ตัว O นะ ต้องกลมๆ นะ ตัว Z ต้องขีดตรงๆ เอียงๆ แบบนี้ เราแค่ชี้แล้วบอก A B C D ฯลฯ ไปเรื่อย ๆ ไม่กี่วันเด็กเค้าจะจำได้หมด ยางทีแค่งันเดียวก็จำได้หมด ถ้าสนใจมากๆ

พอสอนไปเค้าจะคุ้นๆ เลาๆ ว่าเหมือนเพลงที่เราร้องเลย เค้าก็จะแม็พภาพกับเพลงเข้าด้วยกันได้เอง แล้งก็เริ่มร้องไปชี้ตัวหนังสือไป

พอเริ่มจำได้ ให้ลองหาของเล่นพวกจิ๊กซอว์มาให้เค้าลองต่อดู เพิ่อดูการลำดับภาพของเค้าว่าจำได้มั้ย

พอจำ ABCs ได้แม่น ก็ลองหา abcs มาให้เล่นดูบ้างแป๊บเดียวจำได้หมด


สอนตัวเลขอย่างไร?
สอนผ่านหนังสือที่เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น นก 1 ตัว หน้าถัดไป เป็ด 2 ตัว หน้าถัดไป ปลา 3 ตัว …

อ่านให้ฟังสนุกๆ บางทีก็ร้องเป็นเพลง ส่วนใหญ่บ้านเราจะสอนอะไรลูก จะร้องเป็นเพลง ลูกจะสนุกแล้วก็จำได้ง่าย อย่าง 1-10 นี่ เราก็ร้องเป็นเพลงทั้งไทย-อังกฤษ ร้องหมด พอลูกจำได้ร้องเลยไปถึง 20 ใส่ทำนองมั่วๆไป 5555
ตัวเลขเราจะสอนลูกถึงแค่ 30 เพราะหลังจากนี้มันจะเหมือนกัน แล้วก็ง่าย ลูกก็จะได้ต่อได้เองจากกระดาน 100 ช่อง

สอนภาษาไทยอย่างไร?
เราทำเหมือนสอนภาษาอังกฤษ คือติดโปสเตอร์ ร้องเพลง ก.ไก่ ทำให้สนุกๆ เข้าไว้ ถ้าลูกใครไม่สนใจไม่เป็นไร จำไว้ว่าของพวกนี้เรียนกันทัน อย่าเร่ง อย่ายัดเยียด พอลูกเริ่มจำได้ ก็หาพวกจิ๊กซอว์ ก-ฮ ให้เล่น แป๊บเดียวก็จำได้หมดอีกเช่นกัน

ยังมีอีกหลายเรื่องที่สอน แต่เอาแค่คร่าวๆ ในเรื่องที่คนส่วนใหญ่สนใจก่อนละกัน เผื่อเป็นไอเดียในการเอาไปเล่นเวลาอยู่กับลูกได้

พอลูก 2 ขวบเศษจะเริ่มเห็นพัฒนาการทางด้านภาษาชัดขึ้น ลูกจะเริ่มเล่านิทานให้ฟัง จะเริ่มถามคำถามพวกทำไม? ตอบคำถามจะรู้จักใช้คำยากๆ เหมือนผู้ใหญ่ จะชอบเล่าเรื่องยาวๆ ให้ฟัง มันเป็นความสุขแบบที่บอกไม่ถูกเลย

สิ่งสำคัญอย่าไปคาดหวัง อย่าเปรียบเทียบ ว่าลูกบ้านนู้นทำได้ ทำไมลูกเราทำไม่ได้ เด็กแต่ละคนมีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน เป็นหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ที่จะหาให้เจอว่าลูกชอบอะไร  และส่งเสริมต่อยอดให้ลูก โดยอย่าลืมว่าระหว่างทางลูกจะต้องมีความสุขไปด้วยสำคัญที่สุด

(ปล. คลิปที่เอามาแนบเป็นคลิปเก่าๆ ที่เคยเอามาใส่บล็อกแล้วนะจ๊ะ)

Recent Entries

2 Responses to “บ่นความ : สอนลูกเล็กในเรื่องต่างๆ ยังไงดี?”

  1. แม่น้องเก้า Says:

    เร็วๆนี้ มีข่าวว่านักวิจัยไทยได้วิจัยมากว่า 10ปีแล้ว ว่าการดูทีวีไม่เกิน2ชั่วโมงของเด็กอายุเกินกว่า 6เดือน ช่วยให้พัฒนาการทั้ง EQ IQ ดีขึ้น คุณแจนมีความคิดเห็นยังไง

  2. Jan Says:

    มีข่าวมั้ยคะ อยากอ่านค่ะ
    เราว่านักวิจัย ก่อนเราจะดูผลวิจัยของเค้า เราต้องดูด้วยว่าเค้าต้นสังกัดไหน วิจัยให้ใคร ผลิตภัณฑ์อะไรหรือเปล่า…

    โดยส่วนตัวจากการที่พิสูจน์มาแล้ว เราไม่เชื่อว่าสื่อการสอนใดๆ จะทำให้ลูกฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะ IQ หรือ EQ เพราะเราเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้เกิดได้จากการปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่มากกว่าจะปฏิสัมพันธ์กับทีวี แบบสื่อสารทางเดียว

    ไม่นานมานี้ ผู้ผลิตสื่อ DVD อย่างเบบี้ไอสไตน์ ยังต้องคืนเงินให้กับลูกค้าด้วยข้อหาอะไรลองไปอ่านข่าวนนี้ดูนะคะ
    http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N8485509/N8485509-2.jpg

Leave a Reply